นาฬิกาชีวิต เคล็ดลับการใช้ชีวิต

นาฬิกาชีวิต คือ ระบบการทํางานในร่างกายของเรา มีวงจรการเข้างานของอวัยวะต่าง ๆ อย่างเป็นระบบระเบียบ… แต่การใช้ชีวิตในยุคปัจจุบัน กลับส่งผลต่อระบบการทํางานของอวัยวะต่าง ๆ อย่างใหญ่หลวง จึงก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ตามมาอย่างคาดไม่ถึงนั่นเอง

05.00 – 07.00 เวลาของลําไส้ใหญ่… ตื่นมาขับถ่ายกันดีกว่า!

“ตื่นนอน และดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อกระตุ้นระบบขับถ่าย” เพราะเป็นช่วงเวลาที่ลําไส้ใหญ่ทํางานได้ดีที่สุด พร้อมขับถ่ายของเสีย กากอาหารที่ส่งมาจากลําไส้เล็กออกจากร่างกาย ถ้าเราไม่ถ่าย ร่างกายจะดูดซึม ของเสียเข้าสู่ร่างกายอีกรอบ ส่งผลกระทบมากมาย เช่น เป็นหวัด ไอ สิว ผิวหนังไม่กระจ่างใส มีจุด ด่างดํา ร้อนใน ท้องผูก แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย ริดสีดวงทวาร มะเร็งลําไส้

07.00 – 09.00 เวลาของกระเพาะอาหาร… มาทานอาหารเช้ากัน

“ร่างการต้องการพลังงาน ฉะนั้นอาหารเช้าจําเป็นสุด ๆ” ห้ามงดอาหารเช้าเด็ดขาด ช่วงนี้กระเพาะอาหารจะแข็งแรง สามารถย่อยอาหาร และดูดซึมได้ดีที่สุด ถ้าเราไม่ทานอาหาร กระเพาะ และม้ามจะอ่อนแอ ประกอบกับร่างกายไม่ได้รับสารอาหารที่จําเป็น ทําให้ร่างกายสร้างเลือดได้น้อย เลือดที่จะไปเลี้ยงสมองอาจไม่พอ มีผล ต่อสมาธิ ความจํา การตัดสินใจซ้า ขี้กังวล แก่เร็ว ระยะยาวอาจจะอ้วนได้

9.00 – 11.00 เวลาของม้าม และตับอ่อน… ร่างกายกระปรี้กระเปร่า พร้อมทำงานแล้วล่ะ

“ช่วงเวลานี้ร่างกายตื่นตัวมาก กระปรี้กระเปร่า การทํางานหรือทํากิจกรรมอะไรจะได้ผลดี” … เพราะม้ามจะดูดซึมสารอาหารที่มีประโยชน์ จากอาหารเช้า และส่งสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เพราะฉะนั้นถ้าเราทานอาหารเช้าที่มีประโยชน์ ม้ามก็จะนําสารอาหารดี ๆ ไปหล่อเลี้ยงร่างกาย ทําให้ร่างกายสดชื่น สมองทํางานได้ดี

11.00 – 13.00 เวลาของหัวใจ… ผ่อนคลาย นั่งทานข้าวเที่ยงแบบชิลล์ ๆ

“เป็นช่วงเวลาของหัวใจ ที่ทําหน้าที่สูบฉีดเลือด และสารอาหารไปเลี้ยงทั้งร่างกาย” ซึ่งจะทํางานหนักที่สุด ช่วงนี้ระดับความดันเลือดในร่างกายเพิ่มสูงขึ้น ฉะนั้นช่วงเวลานี้ ห้ามเครียดเด็ดขาด ถ้าเราทําจิตใจให้สบาย ผ่อนคลาย ถือเป็นการดูแล กะนุถนอมหัวใจให้แข็งแรงอีกด้วย

13.00 – 15.00 เวลาของลําไส้เล็ก… งดอาหารด้วยนะ

“ช่วงเวลานึ้งดอาหารทุกชนิด อย่าทานของจุกจิก เพราะจะเป็นการรบกวนการทํางานของลําไส้เล็ก” ซึ่งมีหน้าที่ย่อย แยกแยะ และดูดซึมอาหารที่เป็นน้ำทุกชนิด เช่น วิตามินซี, วิตามินบี, โปรตีน ซึ่งทําหน้าที่สร้างกรดอะมิโน ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สร้างเซลล์สมอง เวลานี้สมองซีกขวาทํางานดี ทั้งเรื่องความจํา จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ การวางแผน เป็นต้น

15.00 – 17.00 เวลาของกระเพาะปัสสาวะ… ดื่มน้ำบ่อย ๆ และออกกําลังกาย

“ช่วงเวลานี้กระเพาะปัสสาวะ รอกําจัดของเสียออกจากร่างกาย” เพราะฉะนั้นช่วงนี้ควรดื่มน้ำเยอะ ๆ อย่ากลั้นปัสสาวะ การกลั้นปัสสาวะจะทําให้ปัสสาวะดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด มีผลในเรื่องความจํา ไทรอยด์ และระบบสืบพันธุ์ รวมทั้งจะทําให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบอีกด้วย

และช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่หลอดเลือดหัวใจ และกล้ามเนื้อในร่างกายมีความแข็งแรง เหมาะที่จะ ออกกําลังกาย ทําให้เหงื่อออก เพื่อช่วยขับของเสียออกจากร่างกายอีกทางหนึ่ง ดื่มน้ํามาก ๆ ก่อนออกกําลัง 30 นาที ระหว่างออกกําลังจิบน้ําทุก 15 – 20 นาที

17.00 – 19.00 เวลาของไต… สดชื่น แจ่มใส

ช่วงเวลานี้ยังไม่ควรเข้านอน… เพราะจะทําให้ไตทํางานหนัก ควรออกกําลังกายหรือทํางานบ้าน เพื่อให้ร่างกายสดขึ้น แอคทีฟ เพิ่มความดันเลือด แถมช่วยให้ผิวสดใสแข็งแรง เปล่งปลั่งอีกด้วย ช่วงนี้ไตทําหน้าที่หนักในการกรองของเสียออกจากเลือด และรักษาสมดุลในร่างกาย

19.00 – 21.00 เวลาของเยื่อหุ้มหัวใจ… ทําจิตใจให้ผ่อนคลาย เข้าสู่โหมดธรรมะ นั่งสมาธิ

ช่วงเวลานี้ร่างกายต้องการความสงบ หยุดนิ่ง จะช่วยให้จิตใจ และร่างกายพร้อมที่จะเข้านอน ไม่ควรทําอะไร ตื่นเต้น หรือใช้พลังงานเยอะ เช่น ออกกําลังหนัก ๆ หรือทานอาหารปริมาณมาก เพราะจะทําให้นอนไม่หลับ เนื่องจากเยื่อหุ้มหัวใจเป็นส่วนประกอบสําคัญของหัวใจ และช่วงเวลานี้มีความสําคัญในการทํางานของระบบ หมุนเวียนเลือด และส่งอาหาร ออกซิเจน เม็ดเลือดไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

21.00 – 23.00 เวลาการทํางานของระบบอุณหภูมิในร่างกาย… นอนกันเถอะ

ทําร่างกายให้อบอุ่น ห้ามอาบน้ำเย็นในช่วงนี้ จะทําให้ป่วยง่าย อ่อนแอ เพราะช่วงนี้ร่างกายต้องการความอบอุ่น ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ระบบหายใจ (หัวใจ ปอด), ระบบย่อยอาหาร (กระเพาะอาหาร ม้าม ตับ) และระบบขับถ่าย (ไต กระเพาะปัสสาวะ ลําไส้เล็ก) พร้อมปรับสมดุลในร่างกาย อุณหภูมิในร่างกายจะค่อย ๆ ลดลง ร่างกายเริ่มหลั่งเมลาโทนิน ช่วงนี้จึงควรนอนหลับพักผ่อน อย่าลืมจิบน้้ำนิดหน่อยก่อนนอนด้วยนะ

23.00 – 01.00 เวลาของถุงน้ำดี

ที่ต้องจิบน้ำก่อนนอนช่วง 21.00 – 23.00 น. ก็เพราะช่วงเวลานี้จะมีผลกับถุงน้ำดี เพราะถุงน้ำดีเป็นถุงสํารอง เก็บน้ำดีที่ได้จากตับ พร้อมส่งไปช่วยย่อยไขมันในลําไส้เล็ก หรือถ้าอวัยวะใดในร่างกายขาดน้ำ จะดึงน้ำจากถุงน้ำดี ถ้ามีการดึงมากเกินไป ทําให้น้ำดีข้น เป็นผลทําให้สายตาเสื่อม เหงือกบวม ปวดฟัน นอนไม่หลับ ปวดหัว

01.00 – 03.00 เวลาของตับ… หลับให้สนิท ช่วยให้อ่อนกว่าวัย

เป็นเวลาที่ต้องพักผ่อน เพื่อให้เลือดไหลเวียนมาที่ตับได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตับจะหลั่งสารที่ช่วยฆ่าเชื้อโรค ทำให้หน้าอ่อนกว่าวัย เพราะขณะที่เรานอนหลับ ตับจะกําจัดของเสียออกจากร่างกาย พร้อมเก็บสะสมเลือด ลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยนำมาสกัด และเก็บในรูปของไกลโคเจน

เพราะฉะนั้นถ้าช่วงเวลานี้เราไม่หลับ จะทำให้เลือดในตับน้อย ส่งผลให้ตอนเช้าเวียนหัว มึนหัว อ่อนเพลีย กลายเป็นคนขี้หงุดหงิดได้ และตับยังมีหน้าที่ดูแลเส้นผม ขน เล็บของเราให้แข็งแรงสวยงามอีกด้วย

03.00 – 05.00 เวลาของปอด ” เตรียมตื่น รับอากาศให้เต็มปอด

ใครอยากมีผิวเด้ง หน้าใส ต้องตื่นช่วงเวลานี้นะ เพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ยามเช้า ทำให้ระบบหายใจทำงานเต็มที่ เป็นช่วงเวลาที่ปอดทำหน้าที่ฟอกเลือดได้อย่างเต็มที่ พร้อมแจกจ่ายไปยังเซลล์ต่าง ๆ ใหได้รับออกซิเจนเพียงพอ

การปรับพฤติกรรมให้ได้ตามหลัก นาฬิกาชีวิต อาจต้องใช้เวลาสักหน่อย หรืออาจจะลองช่วงเวลาที่เราคิดว่าทำได้ง่ายสุดดูก่อน จากนั้นค่อย ๆ ปรับพฤติกรรมให้ได้ตามช่วงเวลาอื่น ๆ เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นนั่นเอง

10 อย่างช่วยทำให้อิ่มท้อง

ช็อกโกแลต

ช็อกโกแลตที่เหมาะแก่การกินเพื่อลดความอ้วนนั้น ควรเป็นช็อกโกแลตแบบดาร์กหรือมีส่วนผสมของโกโก้เกิน 70 % เพราะช็อกโกแลตประเภทนี้ มักมีปริมาณไขมัน นมและเนยที่น้อยกว่าช็อกโกแลตนม โดยช็อกโกแลตสามารถลดความดันโลหิตและลดความเสี่ยงการเกิดโรคเส้นเลือดในสมองอุดตัน รวมถึงยังกระตุ้นร่างกายให้เผาผลาญน้ำตาลได้ดียิ่งขึ้น ลดอาการท้องผูกและยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยบนผิวได้ด้วย

ไข่ไก่

อย่างที่รู้กันว่า ไขไก่ โดยเฉพาะไข่ต้มนั้น เป็นส่วนประกอบสำคัญของเมนูลดความอ้วนหลายๆ เมนู เพราะอุดมไปด้วยโปรตีนที่ร่างกายต้องการในช่วงลดน้ำหนัก รวมถึงยังมีไขมันต่ำและเมื่อกินแล้วยังอยู่ท้อง ทำให้เราไม่หิวบ่อยจนเผลอกินขนมที่ทำลายสุขภาพ

แซลมอน

แซลมอนและเนื้อปลาทะเล รวมถึงเนื้อสัตว์ที่ไม่มีไขมันเป็นแหล่งโปรตีนที่ดี เพราะมีกรดไขมันโอเมก้า3 และแคลอรี่ต่ำ รวมถึงในเนื้อปลาแซลมอนยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและยังช่วยลดปริมาณไขมันชนิดไม่ดีได้อีกด้วย

ถั่วลิสง

ถั่วลิสง โดยเฉพาะถั่วลิสงต้มนั้น มีไฟเบอร์ค่อนข้างสูง และด้วยไฟเบอร์สูงนี่เองที่ทำให้ร่างกายรู้สึกอิ่มง่ายขึ้น รวมถึงยังป้องกันโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน ลดน้ำตาลในเลือด ป้องกันมะเร็งและการเกิดโรคหัวใจ มีวิตามินบีรวม และยังมีวิตามินอีที่ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง

ธัญพืช

ธัญพืชอบแห้งประเภทข้าวโอ๊ต เมล็ดทานตะวันอบแห้ง เมล็ดแตงโมอบแห้ง และข้าวไม่ขัดขาวต่างๆ เป็นอาหารที่ให้พลังงานสูงแต่แคลอรีต่ำ รวมถึงยังมีใยอาหาร ช่วยย่อย และช่วยขับถ่ายและยังอยู่ท้องอีกด้วย ซึ่งเราสามารถเลือกธัญพืชเหล่านี้ มาเป็นของว่างกินระหว่างมื้อเพื่อบรรเทาความหิวได้

น้ำเปล่า

อย่างที่รู้กันว่า น้ำเปล่าคือเครื่องดื่มที่ดีที่สุดในการ ลดความอ้วน เพราะน้ำเปล่าช่วยลดคอเลสเตอรอล และหากเราดื่มน้ำเปล่าระหว่างวันหรือก่อนมื้ออาหารจะช่วยลดความอยากอาหารได้ ช่วยเผาผลาญไขมันและกำจัดไขมัน รวมถึงยังช่วยล้างพิษและลดอาการท้องผูกได้อีก

น้ำผึ้ง

ถึงแม้ว่าจะมีความหวาน แต่ในหลายๆคน ที่กำลังลดความอ้วนหรือควบคุมน้ำหนัก ควรใช้น้ำผึ้งแทนน้ำตาลจะดีกว่า เพราะในน้ำผึ้ง มีวิตามินบี แคลเซียม ฟอสฟอรัส นอกจากนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีคุณประโยชน์มากกว่าการกินน้ำตาล

พริก

ในสาวๆ บางรายที่ระบบเผาผลาญไม่ค่อยดี ควรกินพริก เพราะช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญไขมันในร่างกายให้กลับมาทำงานได้ดีขึ้น ช่วยลดการสร้างกรดไขมันในร่างกาย มีวิตามินซี และช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ดียิ่งขึ้นขึ้น รวมถึงยังมีส่วนช่วยกระตุ้นระบบขับถ่ายได้อีกด้วย

อบเชย

อบเชยหรือซินนามอน เครื่องเทศที่ผสมอยู่ในทั้งอาหารและขนมเป็นตัวช่วยลดความอ้วนได้อย่างดีเลย เพราะช่วยความคุมระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเกิดโรคเบาหวาน รวมถึงยังช่วยขับปัสสาวะ ช่วยย่อยอาหารและสลายไขมันในร่างกาย ทำให้เราสามารถลดความอ้วนได้

อโวคาโด

อโวคาโดช่วยลดไขมันเลวประเภทแอลดีแอลในร่างกายค่ะ รวมถึงยังลดคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ในหลอดเลือดได้อีก อีกทั้งยังป้องกันการสะสมของไขมันและลดโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบและหัวใจวายได้

เมนูอาหาร ไม่เกิน 150 แคลอรี่

เราจัดเมนูอาหาร ที่ปริมาณแคลอรี่ไม่เกิน 150 เพื่อให้คนที่รักสุขภาพ ต้องการลดน้ำหนัก อยากพุงยุบ ลองเลือกทานดู แล้วแต่ชอบนะ ส่วนข้าวมือเย็นแนะนำให้กินไม่เกิน 200-300 แคลอรี่

1.สลัด / สลัดกุ้ง / สลัดไก่ 100-150 แคลอรี่

 ไม่ต้องบอกก็รู้ค่ะว่ายังไงๆ เจ้า สลัดผัก ก็ต้องติด 1 ใน 10 ของเมนูอาหารเย็นที่เรานำมาฝากกันในวันนี้อย่างแน่นอนค่ะ สำหรับสาวๆที่อยากทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ แนะนำเป็นพวก สลัดกุ้ง หรือไม่ก็เป็น สลัดไก่ ค่ะ จะได้ครบทุกสารอาหาร มีโปรตีนด้วยนั่นเอง แต่สำหรับสาวๆที่อยากกินแล้วเบาสบายท้อง ก็เลือกทานสลัดผักล้วน ก็โอเคค่ะ บอกเลยว่ายิ่งเวิร์คสำหรับสาวๆที่ต้องการลดน้ำหนัก!

2.ยำปลากระป๋อง ไม่ถึง 100 แคลอรี่

 บอกเลยว่าทั้งอร่อยแซ่บแถมยังไม่อ้วนค่ะสำหรับเมนูนี้ นอกจากนี้ปลาซาร์ดีนยังเป็นอาหารชั้นดีสำหรับการบำรุงสมองอีกด้วยนะคะ เพราะอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งเจ้ากรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันสำคัญที่สมองและจอประสาทตาต้องการ งานนี้หุ่นเริ่ดแถมยังสมองดี ต้องเนื้อปลาเลยค่ะเยี่ยม!

3.น้ำพริก + ผัก150 แคลอรี่

 อีกหนึ่งเมนูทางเลือกสำหรับทุกคนที่ต้องหารลดหุ่น น้ำพริกและผักต้ม ก็ดีไม่น้อย เลือกทานน้ำพริกถ้วยเล็กสักถ้วย แกล้มกับผักแล้วแต่ความชอบของทุกคน หรือจะบวกข้าวสวยไปสัก 1 ทัพพี 60 แคลอรี่ ก็ยังถือว่าโอเค

4.แกงจืดเต้าหู้ไม่ใส่หมูสับ 80 แคลอรี่ ใส่หมูสับ 110 แคลอรี่

บอกเลยว่าเป็นเมนูสุดคลาสสิคที่ไม่ว่าบ้านไหนๆก็ทำกินเองได้ไม่ยาก จะเคร่งครัดหน่อย ไม่ใส่หมูสับก็ยังอร่อย หรือจะเพิ่มหมูสับมาสักนิด ก็ไม่ได้ทำให้อ้วนขึ้นสักเท่าไหร่ ทั้งอิ่มอร่อยชุ่มคอ จำไว้แล้วทำกินเย็นนี้เลย!

5.ส้มตำ 120 แคลอรี่

อาหารอีสานสุดแซ่บที่เจ้าส้มตำให้พลังงานเพียงแค่ 120 แคลอรี่เท่านั้น แต่เราแนะนำให้เลือกกินเป็นครั้งคราวไปค่ะ เนื่องจากส้มตำนั้นมีโซเดียมค่อนข้างสูงเพราะมีรสเค็มจากทั้งน้ำปลาร้าและน้ำปลา ทางที่ดีเลือกเป็นตำไทยน่าจะดีกว่า

6.ต้มเลือดหมูตำลึง หมูสับ (ไม่ใส่เครื่องใน) 150 แคลอรี่

อาหารประเภทต้มและนึ่งน่ะเวิร์คสุดสำหรับการควบคุมน้ำหนัก แนะนำว่าถ้าไม่อยากให้เกิน 150 แคลอรี่จริงๆก็ไม่ใสเครื่องในหรือหมูสับก็ได้ค่ะ เน้นเป็นตำลึงแทน

7.แกงส้ม (ไม่ใส่ชะอม) 40 แคลอรี่

แกงส้มแคลอรี่น้อยแบบสุดๆ เพราะให้พลังงานเพียงแค่ 40 แคลอรี่เท่านั้น ต่อให้ทานคู่กับข้าวสวยก็ยังไม่อ้วนอยู่ดีค่ะ สาวๆ ที่กำลังลดความอ้วนอยู่

8.ไข่ต้ม 75 แคลอรี่

ไข่ต้ม ที่ทั้งอยู่ท้องแถมยังให้แคลอรี่ที่น้อย ที่สำคัญกว่าสิ่งอื่นไหนก็คือหาทานง่าย ไม่ต้องเหนื่อยทำอาหารก็ผอมได้

9.แอปเปิ้ล100 กรัม 52 แคลอรี่

จะเรียกว่าเป็นผลไม้ยอดฮิตและเวิร์คที่สุดสำหรับทุกๆคน ที่กำลังลดน้ำหนักอยู่ก็ว่าได้ เพราะทั้งอยู่ท้องและให้ความหวานแบบแคลอรี่ต่ำ ที่สำคัญยังดีต่อระบบเผาผลาญ ช่วยดักไขมันในร่างกายอีกด้วย

10.ฝรั่ง1 ลูก 60 แคลอรี่

บอกเลยว่าเจ้า ฝรั่ง เนี่ยมีประโยชน์คับลูกไม่แพ้ผลไม้ชนิดอื่นเลย ทั้งมีวิตามินซีสูง แถมยังช่วยเพิ่มระดับไขมันดีในร่างกายของคุณได้อีกด้วย บอกเลยว่าน่าสนใจทีเดียวเชียว สำหรับผลไม้ชนิดนี้!

Wordpress Social Share Plugin powered by Ultimatelysocial