การรักษาโรคอ้วนด้วยแพทย์แผนจีน

การรักษาโรคอ้วนด้วยแพทย์แผนจีน

โรคอ้วน  หมายถึง  ภาวะไม่สมดุลย์  มีการสะสมไขมันมากเกิน หรือไปอยู่ที่ใดที่หนึ่งมากเกินไป   โรคอ้วนแบ่งได้ 2 ชนิด  ได้แก่

1. อ้วนแบบธรรมดา

2. อ้วนแบบทุติยภูมิ

วิธีการวินิจฉัย

1. ดัชนี น้ำหนัก โดยใช้ BMI = น้ำหนัก (kg) / ความสูง (m2) ค่าปกติ 25 ≥ 25 – 28 ถือว่าเกินพิกัด มากกว่า 28 ถือว่าเป็นโรคอ้วน

2. น้ำหนัก มากกว่าน้ำหนักปกติ 20 – 30%

3. รอบเอวผู้หญิงมากกว่า 85 เซนติเมตร รอบเอวผู้ชายมากกว่า 80 เซนติเมตร  ชั้นไขมันมากกว่า 2.5 เซนติเมตรอ้วนแบบธรรมดาพบได้ร้อยละ 90 ของคนไข้โรคอ้วน สาเหตุเกิดจากรูปแบบวิถีการใช้ชีวิต เช่น การบริโภคมากขึ้น ไม่ออกกำลังกาย ชอบนั่ง นอน อยู่เฉยๆ ไม่เคลื่อนไหว มักพบร่วมกับโรคเรื้อรังหรือนำไปสู่โรคเรื้อรังอื่น เช่น เบาหวาน ความดัน โรคเกี่ยวกับหลอดเลือด ไม่ปรากฏว่ามีความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ หรือขั้นตอนของขบวนการเคมี เช่น การขับเกลือโซเดียมที่ตกค้างผิดปกติ  เกิดน้ำตกค้างในร่างกายทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นหรือการใช้ยาฮอร์โมนได้ผลดี หรือผลจากหลังอุบัติเหตุทางสมอง ผลจากกรรมพันธุ์ เหล่านี้จัดเป็นการอ้วนแบบทุติยภูมิซึ่งการฝังเข็มจะไม่ได้ผลดี

การวินิจฉัยแยกกลุ่มอาการโรค
ทางการแพทย์จีนโรคอ้วนมีความสัมพันธ์กับม้าม ตับ ไต กระเพาะ ลำไส้ใหญ่ ถุงน้ำดี ส่วนใหญ่แบ่งการวินิจฉัยได้ ดังนี้

1. เสมหะชื้นปิดกั้น  มีลักษณะ หน้า คอ อ้วน ตัว หัวหนักๆ แน่นหน้าอก แน่นบริเวณกระเพาะใจสั่นหายใจสั้น ชอบนอน น้ำลายเหนียว อุจจาระเหนียวหรือเละๆ

ลิ้น      อ้วน ซีด มีรอยฟัน ฝ้าเหนียว
ชีพจร   ลื่นหรือห่วน ไม่มีแรง (Hua or Huan Mai滑或缓脉.)

2. กระเพาะลำไส้ใหญ่ร้อน มีลักษณะอ้วนทั้งช่วงบนช่วงล่างของตัว กินเก่ง ปากแห้งชอบดื่ม น้ำเย็น ไม่ชอบร้อน เหงื่อออกมาก หงุดหงิด ขี้โมโห อุจจาระผูก ปัสสาวะสั้นเหลือง

ลิ้น      แดง ฝ้าเหลืองเหนียว
ชีพจร  ลื่นเร็ว  (Hua Shu Mai 滑数脉)

3. ชี่ตับติดขัด มีอาการแน่นหน้าอกและชายโครง แน่นบริเวณเต้านมหรือบริเวณท้องช่วงบนหรือปอด ไม่มีตำแหน่งแน่นอนเคลื่อนไปมาเปลี่ยนที่ได้ สัมพันธ์กับการเปลี่ยน แปลงของอารมณ์ ชอบถอนหายใจหรือเลอ หรือผายลมจะสบายขึ้น

ลิ้น      ฝ้าขาวบาง
ชีพจร  ตึง ( Xian Mai 弦脉)

4. ม้ามและไตหยางพร่อง มีอาการปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะครั้งละมากๆ ไม่ค่อยมีแรง ปวดเอว เมื่อยขา หน้าขาบวม ท้องอืด เบื่ออาหาร อุจจาระเหลว  

ลิ้น     ซีด ฝ้าขาว
ชีพจร  จมเล็กไม่มีแรง (Chen Xi Mai .沉细脉)

“โรคอ้วน”
 คือ การที่ร่างกายมีการสะสมไขมันภายในมากเกินไป รวมทั้งมีอาการวิงเวียนศีรษะ อ่อนเพลียไม่มีแรง ไม่มีชีวิตชีวา พูดน้อย เคลื่อนไหวเชื่องช้า หายใจไม่เต็มอิ่ม

กลไกของโรคอ้วน เกิดจากความอ่อนแอของกระเพาะอาหารและม้าม ทำให้มีการสะสมของเสมหะความชื้น ทำให้ชี่ติดขัด เลือดคั่ง และความร้อนเกิดขึ้นในร่างกาย

ตำแหน่งของโรคอ้วนเกี่ยวข้องกับม้ามและกล้ามเนื้อ โดยมีความสัมพันธ์กับไตพร่องร่วมกับมีการทำงานที่ผิดปกติของหัวใจและปอด และยังสัมพันธ์กับการทำหน้าที่ระบายของตับเสียไป


กลไกของโรคอ้วนสัมพันธ์กับหยางชี่พร่องมาก มีเสมหะความชื้นมาก ชี่ของม้ามพร่อง ทำให้การลำเลียงของม้ามไม่มีกำลัง สารอาหารต่างๆไม่ถูกลำเลียงส่งกระจายไปทั่วร่างกายอย่างเหมาะสม จึงแปรสภาพเป็นไขมัน น้ำและความชื้นตกค้างติดขัดอยู่ภายใน และไตหยางพร่องมากทำให้ไม่มีแรงพอที่จะขับเคลื่อนการไหลเวียนของเลือด สารน้ำไม่ถูกผลักดันให้ขึ้นบน ทำให้การไหลเวียนของเลือดช้า ความชื้นหยุดนิ่ง ทำให้เป็นโรคอ้วน


วิธีการรักษาด้วยหลักการแพทย์แผนจีน นอกจากการแยกวิเคราะห์สาเหตุของการเกิดโรคอ้วนแล้ว ยังมีสมุนไพรเดี่ยวและยาจีน ซึ่งมีสรรพคุณในการช่วยลดความอ้วน ขจัดไขมัน รวมถึงการฝังเข็มด้วยเทคนิคต่างๆ อันเป็นลักษณะเด่นของการแพทย์แผนจีนอย่างหนึ่ง ซึ่งมีประสิทธิผลในการรักษาดียิ่ง



ปัจจุบันอัตราการเกิดโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้น เป็นผลร้ายต่อสุขภาพ และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สมุนไพรจีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันและรักษาภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคอ้วน

แพทย์จีนวินิจฉัยโรคอ้วนอย่างไร
1. มีนิสัยการรับประทานอาหารมากเกินไป ชอบรับประทานอาหารหวานมัน รสจัด ขาดการออกกำลังกาย หรือมีประวัติในครอบครัว


2. มีน้ำหนักตัวเกินกว่ามาตรฐานชัดเจน รูปร่างอ้วนทั้งตัว ผิวหนังแตกลาย


3. มักพบว่า ร่างกายมีกำลังลดน้อยลง ถ้ามีกิจกรรมทางกายเพียงเล็กน้อยหรือทำงานหนัก จะรู้สึกไม่สดชื่นและไม่มีแรง หายใจไม่เต็มอิ่ม ใจสั่น แน่นหน้าอก ไอมีเสมหะ ง่วงง่าย ชอบนอน ไม่อยากพูดประสิทธิภาพทางเพศลดลง ในเพศหญิง ประจำเดือนไม่มา มีบุตรยาก ขนดก หรือมีลักษณะคล้ายเพศชาย สำหรับในเพศชาย ทำเกิดความเสื่อมสมรรถภาพทางเพศและมีบุตรยาก มักมีอาการหิวง่าย กินเก่ง หรือกินน้อยแต่อ้วนง่าย อาจมีอาการแน่นท้อง ท้องผูก หรือมีอาการปวดเมื่อยหลังและเอว หรือปวดข้อ เหงื่อออกมาก


4.  คนอ้วนบางราย อาจพบว่า บริเวณหน้าอก ทรวงอก หน้าท้อง  ต้นขา มีสีผิวค่อนข้างดำคล้ำ หรือแดงซีด แตกลาย จนถึงผิวมีจุดหรือปื้นสีเข้ม

5. มีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานร้อยละ 20 หรือค่าดัชนีมวลกาย (BMI)>24 กก./ตร.ม



หลักการรักษา  
–  ถ้าเกิดจากความชื้นเสมหะปิดกั้น ใช้วิธีบำรุงม้ามกระเพาะ สลายเสมหะความชื้น
–  ถ้าเกิดจากกระเพาะลำไส้ร้อน ใช้วิธีระบายไฟกระเพาะและระบายลำไส้ใหญ่
–  ถ้าเกิดจากตับแกร่งชี่ติดขัด ใช้วิธี สลายชี่ติดขัด บำรุงม้ามกระเพาะ
–  ถ้าเกิดจากหยาง ม้ามไตพร่อง ใช้วิธีบำรุงหยางม้ามไต

เส้นลมปราณที่แพทย์จีนใช้รักษาส่วนใหญ่ ได้แก่ เญิ่นม่าย  ไท่อินเท้า  หยางหมิงแขน-ขา  ไท่หยางขา ซานเจียวมือ เป็นต้น



หลักการรักษาโรคอ้วนด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน
โรคอ้วน มีทั้งลักษณะภาวะแกร่งภายนอกและภาวะพร่องภายนอก หลักการรักษา เน้นการบำรุงในภาวะพร่อง และการระบายในภาวะแกร่ง


วิธีการบำรุง
ใช้กับผู้ที่มีภาวะพร่อง คือ บำรุงชี่ม้ามจนถึงการบำรุงไต

วิธีการระบาย
ใช้กับผู้ที่มีภาวะแกร่ง คือ ขจัดความชื้น สลายเหสมหะ ปรับการไหลเวียนของชี่ ขับน้ำ ช่วยการย่อย ระบายให้มีการขับอุจจาระได้ดีไม่มีตกค้าง สลายเลือดคั่ง เพื่อสลายเสมหะ ขจัดความชื้น เลือดคั่ง และไขมันที่ตกค้างในร่างกาย

วิธีการต่างๆดังกล่าง เป็นการสลายเสมหะและขจัดความชื้น เป็นวิธีการที่ใช้บ่อยและต้องใช้ตลอดเวลาการรักษา



การรักษาด้วยยาจีนตามการวิเคราะห์แยกกลุ่มอาการโรค
1. กลุ่มอาการกระเพาะอาหารร้อน ความร้อนติดขัด
หลักการรักษา : ขจัดและระบายความร้อนของกระเพาะอาหาร เสริมช่วยการย่อยอาหาร

2. กลุ่มอาการเสมหะความชื้นสะสมภายในร่างกาย
หลักการรักษา : สลายเสมหะ ขจัดความชื้น ปรับการไหลเวียนของชี่ สลายไขมัน

3. กลุ่มอาการชี่ติดขัด เลือดคั่ง
หลักการรักษา : ปรับการไหลเวียนของชี่ ขจัดชี่ติดขัด เพิ่มการไหลเวียนของเลือดและสลายเลือดคั่ง

4. กลุ่มอาการม้ามพร่องไม่ลำเลียง
หลักการรักษา : เสริมม้าม บำรุงชี่ ระบายความชื้น

5. กลุ่มอาการหยางของม้ามและไตพร่อง
หลักการรักษา : อุ่นบำรุงหยางของม้ามและไต

ทำไมเราถึงอ้วน?

คนส่วนใหญ่มักคิดว่า ความอ้วน เกิดจากกรรมพันธุ์ จริงอยู่ที่ว่า กรรมพันธุ์เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นปัจจัยส่งเสริมให้อ้วนได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว โรคอ้วนมักเกิดจากพฤติกรรมของคนเราเองเสียมากกว่า คือ กินมากเกินไป ไม่ค่อยออกกำลังกาย ซึ่งมีส่วนน้อยที่อาจเกิดจากการที่มีฮอร์โมนผิดปกติ หรือกินยากลุ่มเสตียรอยด์ และยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นสาเหตุของโรคอ้วนได้ ดังนี้

ปัจจัยที่เป็นสาเหตุของโรคอ้วน

1. กิจวัตรประจำวัน: ในปัจจุบันคนส่วนใหญ่ทำงานในออฟฟิศมากกว่างานที่ใช้แรง ทำให้การใช้พลังงานในแต่ละวันลดน้อยลง บางคนกินอาหารหนักมื้อเย็น บ้างก็ใช้เวลากับงานทั้งวัน กินจุกจิก และขาดการออกกำลังกาย 2. เพศ: เพศหญิงมีโอกาสอ้วนมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากผู้ชายมีกล้ามเนื้อมาก ทำให้เกิดการเผาผลาญพลังงานมากกว่า 3. อายุ: เมื่ออายุมากขึ้น มวลกล้ามเนื้อจะน้อยลง ระบบเมตาบอลิซึ่มของร่างกายน้อยลง ทำกิจกรรมต่างๆ ลดลง ทำให้มีการใช้พลังงานน้อย พลังงานจึงถูกเก็บในของรูปไขมันแทน

ภาวะเจ็บป่วยทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการมีน้ำหนักเกินและโรคอ้วน Cushing’s syndrome (พบได้น้อย เป็นผลมาจากการที่ต่อมหมวกไตผลิตฮอร์โมน cortisol มากเกินไป มีการผลิตฮอร์โมน cortisol จากเซลล์ที่ผิดปกติส่วนอื่นของร่างกาย หรือได้รับฮอร์โมน cortisol จากภายนอก) การขาด Growth hormone (ขาดฮอร์โมนการเจริญเติบโต) Hypogonadism (มีภาวะฮอร์โมนเพศต่ำ) Hypothyroidism (ฮอร์โมนthyroidต่ำ) Insulinoma (เนื้องอกบริเวณตับอ่อนที่มีผลต่อการหลั่งอินซูลิน)


ยาที่ก่อให้เกิดโรคอ้วน

ยาบางอย่างมีผลทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น โดยมากมักจะเพิ่มความอยากอาหารและก่อให้เกิดโรคอ้วน ได้แก่ ยารักษาโรคเบาหวานบางชนิด หากพบว่ามีภาวะน้ำหนักเกินอาจปรับเปลี่ยนยาเป็นกลุ่มอื่นหรืออาจจำเป็นต้องใช้
Thiazolidinediones (Actos และ Avandia)
Steroids
ยาคุมกำเนิดบางชนิด
ยารักษาโรคจิตเวช และอาการซึมเศร้า ได้แก่ lithium, antipsychotics และ antidepressants
ยากันชัก (ใช้รักษาโรคลมชัก epilepsy และภาวะอื่นๆ) เช่น sodium valproate และ carbamazepine

อาจมียาทดแทนอื่นๆที่ไม่ทำให้น้ำหนักเพิ่มหรืออาจลดปริมาณยาที่กินลง โดยคำแนะนำของแพทย์ ไม่ควรหยุดหรือลดยาด้วยตัวคุณเอง

อ้วนแล้วส่งผลเสียอะไรบ้าง?

การมีน้ำหนักตัวมากเกินไปหรือปล่อยให้อ้วนนั้น ส่งผลเสียหลายอย่างทั้งด้านร่างกายและจิตใจ มีการศึกษาว่าภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตก่อนวัยอันควรมากกว่า 3 ล้านคน โดยตัวอย่างของโรคและภาวะผิดปกติที่ปัจจัยเสี่ยงจากการมีน้ำหนักเกินเกณฑ์ ก็เช่น

1.โรคข้อและกระดูก: ส่วนที่พบบ่อย คือ ข้อเข่าและข้อเท้าเสื่อม เพราะข้อต้องรับน้ำหนักมาก ทำให้ข้อเสื่อมก่อนวัยอันควรได้ อีกทั้งมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเก๊าท์มากขึ้นด้วย

2.โรคต่อมไร้ท่อ: คนที่อ้วนลงพุง (เอวใหญ่กว่า 35.5 นิ้ว ในเพศชาย และ 31.5 นิ้วในเพศหญิง) มีโอกาสเกิดโรคเบาหวานและไขมันในเลือดสูงมากขึ้น ผู้หญิงที่อ้วนมาก อาจมีประจำเดือนผิดปกติ มีเลือดระดูออกปริมาณมาก หรือประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ เนื่องจากการแปรปรวนของสมดุลฮอร์โมนเพศในร่างกาย ส่วนใหญ่เด็กหญิงที่มีน้ำหนักมากมักมีประจำเดือนครั้งแรกมักมาเร็วกว่าเด็กวัยเดียวกัน

3.โรคหัวใจและหลอดเลือด: คนที่อ้วนลงพุงมีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง หลอดเลือดหัวใจ และหลอดเลือดสมอง โดยเฉพาะผู้ที่มีไขมันชนิด LDL และ ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง ไขมันชนิดดี (HDL)ต่ำ ความดันโลหิตสูงและน้ำตาลในเลือดสูงโรคเบาหวาน

4.โรคระบบหายใจ: คนอ้วนอาจมีปัญหานอนกรน เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หรือ Obstructive sleep apnea ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน จึงเกิดอาการง่วงซึมในเวลากลางวัน และหากปล่อยไว้เป็นเวลานานก็จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและโรคปอดได้

5.โรคผิวหนัง: มีโอกาสติดเชื้อราได้ง่าย มักพบบริเวณขาหนีบหรือรอยพับของผิวหนัง นอกจากนี้ยังมีโอกาสเกิดเส้นเลือดขอดตามขาได้ด้วย

6.โรคมะเร็ง: ความอ้วนมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งในอวัยวะบางส่วนของร่างกาย เช่น มะเร็งเยื่อบุมดลูก มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อลูกหมาก มะเร็งหลอดอาหาร หรือมะเร็งปอดในผู้ที่ไม่สุบบุหรี่ เป็นต้น

7.โรคนิ่วในถุงน้ำดี: มีความเสี่ยงในการเกิดโรคนิ่วในถุงน้ำดีและถุงน้ำดีอักเสบติดเชื้อมากขึ้น

8.มีปัญหาทางจิตใจและสังคม: มีปมด้อยเกี่ยวกับรูปร่าง เคลื่อนไหวร่างกายไม่สะดวก ไม่กระฉับกระเฉง อาจถูกล้อเลียนจากคนรอบข้าง หรือขาดโอกาสในการทำงานบางอย่าง

โรคอ้วน

ความอ้วน ถือเป็นการแสดงความสมบูรณ์ของอาหารการกิน รวมถึงความเป็นอยู่หรือฐานะของแต่ละบ้านในสมัยโบราณ ซึ่งในปัจจุบันอาจไม่ได้หมายความในแบบนั้นแล้ว เพราะอาหารต่างๆ ก็หาซื้อได้ง่ายขึ้น ประกอบกับสังคมบริโภคนิยมที่สนับสนุนการบริโภคที่เกินความจำเป็น โดยวัดความเจริญที่ปริมาณการบริโภค คือ คนบริโภคมากก็มีความสุขมาก

แต่ยิ่งกว่านั้นคือ พฤติกรรมของคนเราเองด้วยที่มักจะเลือกความรวดเร็วและสะดวกสบายต่อการใช้ชีวิต ทำให้อาหารสำเร็จรูปต่างๆ เป็นที่นิยมอยู่ไม่ขาดสาย ซึ่งอาหารสำเร็จรูปมักประกอบด้วยแป้งและไขมันเป็นจำนวนมากหรือที่เรียกว่า อาหารขยะ (junkfood)นั่นเอง นอกจากพฤติกรรมการบริโภคแล้ว การขาดการออกกำลังกายก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ส่งเสริมให้เป็นโรคอ้วนกันมากขึ้นด้วย

อ้วนหรือไม่ วัดได้จากอะไร?

ปัจจุบันมีการใช้การวัดค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index: BMI) เป็นเกณฑ์ประกอบการวินิจฉัยโรคอ้วน ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมแพร่หลาย ที่องค์การอนามัยโลกรับรอง

BMI คือ ค่าที่ได้มาจากการหารน้ำหนักซึ่งวัดเป็นกิโลกรัม ด้วยความสูงที่วัดเป็นเมตร ยกกำลังสอง ดังสูตร BMI = น้ำหนัก / (สูง)2 หน่วยเป็น กิโลกรัม/ตารางเมตร (Kg/m2)

ตารางประเมินค่าดัชนีมวลกาย (BMI)

ดัชนีมวลกายปกติของคนเอเชีย คือ 18.5 – 22.9 Kg/m2 ถ้ามากกว่านี้ ถือว่าเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วน และโรคอื่นๆ อีกหลายชนิด

ดัชนีมวลกาย ส่วนใหญ่มักใช้เพื่อดูแนวโน้มการเป็นโรคอ้วนของประชากรโดยรวม หรือใช้เพื่อคัดสรรหาคนเป็นโรคอ้วนเบื้องต้น หากต้องการตรวจสุขภาพอย่างละเอียด จำเป็นต้องมีมาตรวัดอื่นประกอบด้วย เช่น วัดเส้นรอบเอว เป็นต้น

การรักษาโรคอ้วน

1. ในกรณีมีค่า BMI มากกว่า 27 Kg/m2 หรือมีโรคแทรกซ้อนที่รุนแรง แพทย์อาจให้ยาช่วยลดน้ำหนัก ซึ่งมีอยู่ 2 กลุ่ม ได้แก่
ยาที่ทำให้รู้สึกอิ่มนานขึ้น
ยาที่ลดการดูดซึมไขมันจากอาหาร
ยาทั้งสองมีผลข้างเคียง และการใช้ยาต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์

2.ในกรณีมีค่า BMI มากกว่า 35 Kg/m2 หรือมีโรคแทรกซ้อนที่รุนแรง อาจรักษาโดยการผ่าตัดให้กระเพาะอาหารเล็กลง ทำให้ผู้ป่วยกินอาหารได้น้อยลงในแต่ละมื้อ รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น น้ำหนักจึงลดลง แต่ก็ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารไปตลอดชีวิต

สรุป ในปัจจุบันอัตราคนเป็นโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสาเหตุของโรคส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมการกิน และขาดการออกกำลังกาย แต่ก็มีปัจจัยอื่น ที่สามารถส่งผลให้เป็นโรคนี้ได้เช่นกัน ในปัจจุบันมีการใช้เกณฑ์ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) เป็นตัววัดเบื้องต้นว่ามีภาวะอ้วนหรือน้ำหนักเกินมาตรฐานหรือไม่ โดยค่าน้ำหนักหารด้วยส่วนสูงยกกำลังสอง สำหรับการรักษาโรคอ้วนนั้น ส่วนใหญ่จะเน้นให้ควบคุมอาหาร เลือกประเภทอาหาร และออกกำลังกาย แต่สำหรับผู้ที่มีภาวะอ้วนรุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อนจากโรคอ้วน อาจมีการใช้ยาหรือการผ่าตัดร่วมด้วย แต่ทางที่ดีที่สุด ก็คือพยายามควบคุมน้ำหนักตัวด้วยตัวเอง ดังนั้น ในคนอ้วน หรือคนที่รู้ตัวแล้วว่าน้ำหนักกำลังมากเกินไปแล้ว ก็ต้องคอยเฝ้าระวัง ดูแลเรื่องอาหาร และหมั่นออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนักให้ดี อย่าปล่อยให้เกิดปัญหาแล้วค่อยมาแก้ไขทีหลัง