อยากสุขภาพผมดี ต้องเริ่มที่การทานอาหาร

หลาย ๆ คนได้ถามหมอเข้ามาว่า การทานอาหารแบบไหนทำให้ผมร่วง แบบไหนทำให้ผมแข็งแรง จริง ๆ คำถามนี้เป็นคำถามที่เหมือนจะง่าย แต่มีความน่าสนในตัวของมันเองอยู่นะครับ เพราะแต่ละคนต้องการสารอาหารแต่ละอย่างไม่เหมือนกันสักทีเดียว ไม่ว่าจะทั้งปริมาณหรือประเภทก็ตาม บทความนี้จะเป็นภาพรวม เป็นสิ่งที่หมอได้พูดคุยกับนักกำหนดอาหารมาครับ

อาหารประเภทใดส่งเสริมให้สุขภาพผมดี?

จริง ๆ แล้ว การทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่นั้นสำคัญที่สุดนะครับ และอย่าลืมทานวิตามิน รวมถึงแร่ธาตุต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น ไบโอติน (Biotin) ที่จัดอยู่ในกลุ่มวิตามินบีที่ส่งผลต่อเซลล์ที่มีการเจริญเติบโตตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นเส้นผมหรือผิวหนังก็ตาม ไบโอตินยังสามารถเพิ่มความแข็งแรงของโครงสร้างผมได้อีกด้วย สามารถทานได้จากไข่แดง หรือเนื้อสัตว์สีแดง (เช่น เนื้อหมู หรือเนื้อวัว) และอย่าลืมทานแร่ธาตุต่าง ๆ (Trace element) หรือก็คือแร่ธาตุที่ไม่ต้องการจำนวนมากต่อวัน เช่น ธาตุเหล็ก ซีลีเนียม สังกะสี เป็นต้น ซึ่งแร่ธาตุเหล่านี้ช่วยให้เซลล์ที่มีการแบ่งตัวบ่อย ๆ ทำงานได้เป็นปกติ ไม่ใช่แค่บำรุงผมนะครับ เราควรทานวิตามินให้ครบถ้วน หากไม่รู้ว่าเราควรทานอะไร ก็ลองไปตรวจเช็คว่าเราขาดวิตามินตัวไหนหรือไม่ หมออยากจะเน้นย้ำว่าคนเราแต่ละคน ไม่มีใครเหมือนกันเลยครับ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีเพื่อน ๆ หรือคนรู้จักให้เราทานวิตามินตัวนี้ ตัวนั้น เพราะว่าดี ทำให้ผมแข็งแรง ดก ดำ หนา แต่พอเราทานไปกลับไม่ได้ผลลัพธ์แบบนั้น อาจจะเพราะว่าเราไม่ได้ขาดวิตามินดังกล่าวนั่นเองนะครับ

อาหารประเภทใดควรหลีกเลี่ยง?

หลาย ๆ คนเคยได้ยินเรื่องอาหารขยะ (Junk food) หรือก็คืออาหารที่ให้พลังงานสูงแต่ให้สารอาหารน้อย (high calorie, low nutrients) ทำให้เราได้รับแต่พลังงาน ไม่ได้รับสารอาหารที่จะเข้าไปบำรุงร่างกายเรา ไม่ใช่เพียงแค่ทำให้สุขภาพผมไม่ดี แต่สุขภาพโดยรวมก็ไม่ดีไปด้วยนะครับ

ในส่วนของการทานผงชูรสแล้วจะทำให้ผมร่วงนั้นยังไม่มีรายงานการศึกษาทางการแพทย์ที่ชัดเจนครับ หลาย ๆ เรื่องเป็นการโยงมาจากผลการศึกษาที่เกิดขึ้นในหนูทดลอง และก็ถูกโยงไปสู่เรื่องที่ไม่ดีต่อสุขภาพต่าง ๆ มากมาย สรุปด้วยข้อมูลที่มีในปัจจุบันก็คือกินผงชูรสบ้างก็ไม่ได้สร้างความเสียหายอะไรมาก แต่การกินมากไปนั้นไม่น่าจะดีต่อสุขภาพแน่ ๆ ครับ

7 อาหารบำรุงผม รากผมแข็งแรง ไม่ขาดหลุดร่วง

หลายๆคนได้มีการถามเข้ามาว่า เราจะบำรุงรากผมให้แข็งแรงได้อย่างไร จริงๆแล้วบริเวณที่ยังไม่ล้าน-เถิก หรือพอมีไรผม หรือ ผมอ่อนนั้น สามารถทำ Recell Hair Micro Transplant ได้ครับ

               นอกเหนือจากการทำการปลูกผมทั้งสองแบบด้านบนแล้ว ยังมีอาหารอีกหลายประเภทในการบำรุงเส้นผมของเรา จากภายในสู่ภายนอก เริ่มต้นจากการกินอาหารบำรุงผม เมื่อร่างกายเราได้รับสารอาหารครบถ้วน โดยเฉพาะวิตามินอี บี ซี และพวกโปรตีนต่างๆ ก็จะช่วยให้ผมแข็งแรงได้อีกทางหนึ่ง แล้วต้องกินอะไรบ้าง มาดูกัน

1.ถั่วและธัญพืช

เนื่องจากในถั่วต่างๆ และธัญพืชมีสารอาหารที่เรียกว่า ไบโอติน เป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยบำรุงเล็บ ผิวหนัง และเส้นผมของเราให้แข็งแรง ดูมีสุขภาพดี ถ้าขาดไบโอตินจะทำให้เกิดภาวะผมร่วง ผมแตกปลาย และผมหงอกก่อนวัยอันควร สำหรับถั่วที่แนะนำให้รับประทาน ได้แก่ ถั่วฝักยาว ถั่วเขียว ถั่วเหลือง หรือถั่วลิสง เป็นต้น

ส่วนธัญพืชจำพวกเมล็ดงา เมล็ดทานตะวัน เล็ดฟักทอง ฯลฯ ก็เต็มไปด้วยสารอาหารที่ช่วยบำรุงสุขภาพเส้นผมเช่นกัน คือ สังกะสี ธาตุเหล็ก และวิตามินบี ซึ่งสารอาหารเหล่านี้จะทำให้เส้นผมหนานุ่ม เงางาม ดกดำ

2. นมสด ชีส โยเกิร์ต

หรือพูดอีกอย่าง ก็คือ ผลิตภัณฑ์จากนมนั่นเอง ควรรับประทานให้เพียงพอ เพราะในนมประกอบไปด้วยเคซีน (Casein) และเวย์ (Whey) ซึ่งเป็นสารอาหารประเภทโปรตีน มีส่วนสำคัญมากที่ช่วยในเรื่องการเจริญเติบโตของเส้นผม ช่วยบำรุงให้เส้นผมของเราแข็งแรง

3. ปลาแซลมอน

เนื้อปลาแซลมอนอุดมไปด้วยโอเมก้า3 กรดไขมัน วิตามินบี12 ธาตุเหล็ก และยังเต็มไปด้วยโปรตีน เป็นกลุ่มสารอาหารที่จะช่วยบำรุงเส้นผมให้แข็งแรง ที่สำคัญมีไขมันน้อย ทานง่าย

4. ผักใบเขียว

ใคร ที่ไม่ชอบทานผัก ต้องหันมาเริ่มทานผักได้แล้ว โดยเฉพาะผักใบเขียวและเขียวเข้มที่ มีสารอาหารจำพวกวิตามินเอและซี ซึ่งจำเป็นต่อการบำรุงเส้นผมของคุณอย่างมาก และยังช่วยบำรุงหนังศีรษะให้แข็งแรง รากผมยึดเกาะได้ดีขึ้นอีกด้วย ตัวอย่างผักที่ควรรับประทาน ก็คือ บล็อกโคลี่ ผักโขม คะน้า ผักบุ้ง เป็นต้น

5. ไข่

ไข่ไก่เป็นอาหารสารพัดคุณประโยชน์ หาทานได้ไม่ยาก และที่มากไปกว่านั้นการนำมาปรุงได้หลากหลายเมนู อร่อยๆ ทั้งนั้น ไข่ไก่อุดมไปด้วยสารอาหารทั้งโปรตีน ไบโอติน และวิตามินบี12 ทำให้เส้นผมแข็งแรง ไม่หลุดร่วง


6. หอยนางรม หอยแมลงภู่

หอยนางรมอุดมไปด้วยสังกะสี มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันรังแคและการขาดร่วงของเส้นผม ส่วนหอยแมลงภู่ก็มีสารอาหารธาตุเหล็กสูง แถมยังมีคอลลาเจนช่วยบำรุงผิว เล็บ และเส้นผมอีกด้วย แต่มีข้อพึงระวังก็คือ คอเลสเตอรอล ที่ค่อนข้างสูง

7. กล้วยหอม

กล้วยหอมมีสารอาหารจำพวก วิตามินบี6 และแร่ซิลาก้า ช่วยบำรุงเส้นผมให้แข็งแรง นอกจากนี้กล้วยยังช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง มีส่วนช่วยทำให้หนังศีรษะแข็งแรง ป้องกันการขาดหลุดร่วงของเส้น และยังเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีอีกด้วยนะครับ

กินคลีนคืออะไร? แค่ไหนเรียกว่า ‘คลีน’?

ระยะหลัง ทั่วโลกหันมาสนใจเทรนด์รักสุขภาพจนคำว่า ‘กินคลีน’ กลายเป็นคำพูดติดปาก ทั้งในนัยยะชื่นชมและเหน็บแนม สารพัดความเห็นเกี่ยวกับการกินคลีน รูปแบบและผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ ที่ออกมาต้อนรับกระแสนี้มีหลากหลาย หลายคนติดปากคำว่ากินคลีน แต่รู้หรือไม่ว่าการกินคลีนคืออะไร กินแค่ไหนถึงเรียกว่าคลีน และที่สำคัญ…เรากินคลีนเพื่ออะไร?

กินคลีนคืออะไร?

เราต้องทำความเข้าใจความหมายของคำว่า ‘อาหารคลีน’ กันก่อน อาหารคลีนหมายถึงการกินอาหารที่ผ่านกรรมวิธีแปรรูปและปรุงแต่งน้อยที่สุด มันคือการคืนสู่รูปแบบอาหารที่เรียบง่าย มาจากธรรมชาติมากที่สุด เพื่อให้วัตถุดิบยังคงเป็นวัตถุดิบที่คงไว้ซึ่งสารอาหารครบถ้วน แนวคิดนี้อาจได้ยินในภาษาอังกฤษ คือคำว่า Whole Food

เราทราบกันดีว่าอาหารที่เรากินกันทุกวันนี้ผ่านกระบวนการต่างๆ มามากมาย ก่อนจะเสิร์ฟอยู่บนจานของเรา ตั้งแต่ขั้นตอนการแช่แข็ง แปรรูป ใส่สารกันบูด ใส่สี กลิ่น รส หรือแม้แต่เพิ่มวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ รวมถึงอาหารที่ถูกดัดแปลงจากเวอร์ชันธรรมชาติของมัน อย่างแฮม ไส้กรอก แยม ขนมปังขาวเนียน ข้าวขัดสี กระทั่ง น้ำตาล เกลือ หรืออาหารที่ผ่านความร้อนจากการต้ม ผัด นึ่ง ก็นับว่าเป็นอาหารที่ถูกแปรรูปมาแล้วเช่นกัน

อาหารคลีนหมายถึงการกินอาหารที่ผ่านกรรมวิธีแปรรูปและปรุงแต่งน้อยที่สุด

ถ้าพูดแบบนี้แล้วก็จะพบว่าเรากินอะไรไม่ได้เลยนอกจากผักสดและเนื้อสด ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ในความเป็นจริง อาหารที่ผ่านกระบวนการปรุงและผ่านความร้อนไม่ได้มีข้อเสียหนักหนา เพราะการผ่านความร้อนมีประโยชน์ ช่วยฆ่าเชื้อโรคและแบคทีเรีย ทำให้เรากินอาหารได้โดยไม่ท้องเสีย การผ่านกระบวนการปรุงยังทำให้อาหารนั้นอร่อยและดูน่ากินมากขึ้น

การกินคลีนในความหมายของผู้เขียน น่าจะหยุดอยู่ที่การงดอาหารที่ถูกแปรรูปจนไม่เหลือรากเหง้าเดิม เช่น ไส้กรอก อาหารที่ก่อให้เกิดการเสพติด เช่น น้ำตาล หรือของทอดที่ทอดจนไม่เหลือคุณค่าใดๆ เช่น เฟรนช์ฟรายส์ เป็นต้น

กินคลีนไปเพื่ออะไร?

เราหวังกินคลีนก็เพื่อให้สุขภาพดีขึ้น แต่มันช่วยให้เราสุขภาพดีขึ้นอย่างไร? ข้อแรกคือ อาหารแปรรูปจัดๆ ที่ต้มนานๆ ทอดนานๆ ผ่านการแช่ บีบ อัด ด้วยกรรมวิธีหลากหลาย ใส่สารเคมีที่เราไม่อาจจำชื่อได้ จนไม่เหลือแล้วซึ่งคุณประโยชน์ พูดกันตรงๆ คือ มันไม่ใช่อาหารจริงๆ แล้วด้วยซ้ำ

ต่อเนื่องมาที่เหตุผลข้อสองว่า อาหารที่ผ่านการแปรรูปเยอะจะทำให้ร่างกายเราได้รับสารที่ก่อให้เกิดโรคตามมา ทั้งแคลอรี ไขมันสูง ที่อาจจะก่อให้เกิดโรคร้าย และร่างกายเราก็แทบไม่ได้รับสารอาหารใดๆ เลย

ข้อสามคืออาหารแปรรูป โดยเฉพาะอาหารที่มีปริมาณน้ำตาลสูง จะทำให้ระดับอินซูลินในเลือดพุ่งสูงและตกลงอย่างรวดเร็ว ทำให้กินแล้วอิ่มเร็วแล้วก็หิวเร็ว รวมถึงอยากอาหาร (craving) ไม่จบสิ้น เพราะร่างกายไม่ได้ย่อยสารอาหารจริงๆ เสียหน่อย ทำให้เรายิ่งกินเยอะและน้ำหนักขึ้น

ผู้เขียนไม่สามารถการันตีได้ว่า การกินคลีนจะทำให้เราปลอดจากโรคภัย แต่การดูแลร่างกายให้ดี กินวัตถุดิบแบบมีเนื้อหนัง และผักใบเขียวจริงๆ ย่อมให้สารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการ ทำให้เรามีสารอาหารไปเลี้ยงร่างกายเพียงพอ ขับถ่ายดี ระบบในร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าอยากพิสูจน์ว่าการกินคลีนจะทำให้ร่างกายเราเปลี่ยนไปอย่างไร ก็ขอให้ลองไปตรวจเลือดก่อนและหลังปรับเปลี่ยนอาหาร และจะพบว่ามันน่าทึ่งมากแค่ไหน หรือลองสังเกตผิวพรรณ เส้นผมของเรา ที่จะสวยงามเปล่งปลั่ง รู้สึกสดชื่น แถมอารมณ์ก็ดีมากขึ้นด้วย

กินแค่ไหนถึงเรียกว่าคลีน?

ผู้เขียนคิดว่า ในที่นี้เราควรใช้คำว่า ‘การกินดี’ มากกว่า ‘การกินคลีน’ เพราะการกินคลีนมีหลายระดับและหลายความเข้มข้น เราอาจจะต้องเริ่มพิจารณาก่อนว่า เป้าหมายของเราคืออะไร ผู้เขียนยอมรับว่าการปรับการกินให้ดีขึ้นอาจไม่ใช่เรื่องง่าย คอหมูย่าง ทงคัตสึ เค้ก และบิงซูก็ล้วนเป็นของที่โปรดปราน แต่ถ้ามีเป้าหมายที่แน่วแน่แล้วก็แนะนำว่าให้ค่อยเป็นค่อยไป หักดิบอาจไม่ใช่หนทางของทุกคน

หากต้องการปรับเปลี่ยนการกินเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น อาจทยอยลดอาหารแปรรูปจำพวก ไส้กรอก แฮม และอาหารกล่องที่เข้าไมโครเวฟก็พร้อมกิน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป รวมถึงจำกัดการกินเบเกอรี่ เค้ก ลดการปรุงอาหารโดยเฉพาะน้ำตาล น้ำปลา และเกลือ ลดเนยและครีม หันมาใส่ผักใบเขียวในมื้ออาหารและกินผลไม้ให้เยอะขึ้น ไขมันดีอย่างน้ำมันมะกอก ถั่วเต็มเมล็ดแบบอัลมอนด์ ถั่วลิสงแบบอบไม่ใส่เกลือก็ขาดไม่ได้เช่นเดียวกัน ส่วนเนื้อสัตว์ ก็ลองลดเนื้อติดมัน ลดกินหนังที่ติดมา ทำตามนี้แล้วหาเมนูที่ชอบ จะทำให้เรากินอาหารได้อย่างมีความสุขมากขึ้น

ในที่นี้เราควรใช้คำว่า ‘การกินดี’ มากกว่า ‘การกินคลีน’ เพราะการกินคลีนมีหลายระดับและหลายความเข้มข้น

หลายคนอาจมีเป้าหมายอื่นๆ ในการกินคลีน เช่น หากต้องการปรับเปลี่ยนการกินเพื่อลดน้ำหนัก ฟิตหุ่น หรือเพิ่มน้ำหนัก ก็ต้องมีวินัยในการกินให้ดี การกินที่เหมาะสมไม่ได้แปลว่าต้องกินน้อยหรืออดอาหาร แต่สิ่งสำคัญคือ ให้ร่างกายได้รับสารอาหารและพลังงานเพียงพอเพื่อเผาผลาญอย่างเต็มประสิทธิภาพ ระดับความคลีนอาจต้องเพิ่มมากขึ้น เช่น ตัดน้ำตาลออกจากสารบบ แม้แต่น้ำตาลธรรมชาติที่มาจากผลไม้และน้ำผึ้ง เลือกกินเนื้อสัตว์อย่างอกไก่หรือเนื้อปลา เลือกสรรไขมันดี และจำเป็นต้องบอกลา เนย นมวัว ชีส และใช้น้ำมันในการปรุงอาหารให้น้อยที่สุด

แต่การกินคลีน ก็ต้องมั่นใจได้ว่า อาหารที่กินเข้าไปนั้นคลีนจริงไหม เพราะหลายครั้งก็เป็นคลีนหลอก ผู้เขียนค้นพบว่าไม่มีสิ่งใดทำให้มั่นใจได้เท่ากับการทำอาหารเอง เพราะนอกจากจะทำตามใจชอบแล้ว เรายังสามารถควบคุมและรู้ตัวเองว่าใส่อะไรลงไปในอาหารของเราบ้าง เพราะวัตถุดิบก็คือของที่ซื้อมาเองจากตลาด

การกินคลีนทำให้เราต้องตั้งสติตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อกินอาหารนอกบ้าน มันไม่ใช่วิธีที่เคร่งครัดและไม่ได้มีใครบังคับเรา เราเองย่อมรู้ตัวดีที่สุดว่าจุดไหนควรผ่อนผัน จุดไหนที่ควรเข้มงวดกับตัวเอง ผู้เขียนก็ไม่ได้ลดละเลิกอาหารที่ชอบ แต่เมื่อทำอาหารเองผู้เขียนก็จะมีวิธีดัดแปลงให้เป็นเวอร์ชันที่สุขภาพดีขึ้นได้

เพราะสุดท้ายแล้วคนที่ได้รับประโยชน์นั้นก็คือตัวเรา และร่างกายก็จะขอบคุณเราในเวลาไม่ช้า

อาหารคลีนคืออะไร กินอย่างไรให้หุ่นฟิต ชะลอวัย ไกลมะเร็ง

ใครก็พูดถึงกินคลีน แล้วอาหารคลีนคืออะไร ต้องกินยังไงถึงจะหุ่นฟิต ชะลอวัย ไกลมะเร็ง

ในช่วงนี้ถ้าได้เข้ากลุ่มชิทแชท คุยไลน์ หรือตามข่าวสารในโซเชียลเน็ตเวิร์กกับเพื่อนสาวสุดเฮลตี้แล้วล่ะก็ Topic ที่แต่ละนางภูมิใจนำเสนอจะต้องมีคำว่า “กินคลีน” ควบคู่ไปกับการเข้าฟิตเนส เวทเทรนนิ่งเก๋ๆ หรือคลาสฟลายอิ้งโยคะ ให้คุณได้ยินบ้างไม่มากก็น้อย

แต่เคยสงสัยกันมั้ย..ว่าอาหารคลีนคืออะไร? ซิกน่า มีคำตอบมาให้แล้ว

กินคลีน คืออะไร

การกินคลีน หรือ อาหารคลีน คืออะไร

การกินอาหารคลีน (Clean Food) คือ การกินอาหารที่ลดกระบวนการมากมายในการผลิตให้น้อยที่สุด ลดเครื่องปรุง เปรี้ยว เค็ม หวาน อาหารหมักดอง โดยเลือกแต่สารอาหารที่ร่างกายต้องการ คือ โปรตีน คาร์โบไฮเดรตและไขมัน

  • โปรตีนจากปลา ไก่ ไข่ งดอาหารแปรรูป เช่นไส้กรอก โดยไม่เน้นการทอดที่ใช้น้ำมันมากๆแต่อาจจะต้มหรือย่างไฟอ่อน หรือถ้าจำเป็นก็ทอดด้วยกระทะเทฟลอนใส่น้ำมันแต่น้อย
  • คาร์โบไฮเดรต ควรเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท) หรือเป็นน้ำตาลจากผลไม้ที่ให้ไฟเบอร์สูงเช่น แอปเปิ้ล เบอร์รี่ต่างๆ
  • ไขมันจากปลาทะเลน้ำลึกหรือไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่นน้ำมันมะกอก โดยไขมันจะเน้นบริโภคแต่น้อยเพียงเพื่อให้ดูดซึมสารอาหารได้ครบถ้วน และเน้นบริโภคไขมันดี (HDL) เป็นหลัก เพราะไขมันไม่ดี (LDL) อาจส่งผลให้คอเลสเตอรอลสูงได้
  • งดขนมขบเคี้ยวที่เน้นคาร์ปและโซเดียมสูง อาจจะกินถั่วและเมล็ดพืชที่ไม่โรยเกลือแทน ส่วนการกินผักผลไม้ จะเน้นผักสดหรือผลไม้สด หรือผ่านการปรุงแต่งที่น้อยที่สุด

ทำไมต้อง “กินอาหารคลีน”

อาหารแปรรูปนั้นเพิ่งเกิดขึ้นมาในช่วง 200 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่มนุษย์เรามีวิวัฒนาการมายาวนานกว่า 200,000 ปี โครงสร้างในการกินอาหารของมนุษย์นั้นถูกออกแบบให้เหมาะสมกับอาหารจากธรรมชาติมาโดยตลอด การกินอาหารแปรรูปจึงทำให้ร่างกายของเรารับรู้และเพิ่มกลไกการย่อยอาหารที่ซับซ้อนขึ้น ทำให้อวัยวะภายในทำงานหนักและก่อให้เกิดโรคร้ายต่างๆ ตามมา

การกินคลีนจะช่วยให้ร่างกายสามารถดึงประโยชน์จากอาหารมาสู่ร่างกายได้มากกว่าการกินอาหารที่แปรรูป ซึ่งมักจะถูกดึงเอาสารอาหารอย่างวิตามิน แร่ธาตุต่างๆ ออกไปในระหว่างกระบวนการผลิต จะช่วยลดการอักเสบที่เกิดขึ้นในร่างกาย ทำให้กระแสเลือดไหลเวียนดีขึ้น รวมถึงระบบการขับถ่าย ลองเปรียบเทียบกันระหว่าง การกินกล้วยหอมกับเค้กกล้วยหอม ซึ่งร่างกายสามารถย่อยกล้วยหอมได้อย่างรวดเร็วได้รับสารอาหารเร็ว แต่เค้กกล้วยหอมที่ผ่านกระบวนการผลิตหลายขั้นตอน ต้องใช้น้ำย่อยหลายชนิด ยังไม่ทันจะย่อยเสร็จ ก็ทานข้าวมื้อใหม่เข้าไป กลายเป็นไขมันสะสมไปสะสมที่พุงอวบๆ ของเราแทน

ประโยชน์เน้นๆ ของการ “กินอาหารคลีน”

  1. หุ่นฟิต “บอกลาไขมันกันเสียแต่วันนี้”
    อาหารคลีน คืออาหารลดน้ำหนักชั้นยอด เพียงเลือกกินไขมันดี และคาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่เหมาะสมและกินผักผลไม้ ก็จะช่วยลดพุงและไขมันส่วนเกินตามต้นแขนต้นขาได้ดียิ่งขึ้น ถือเป็นวิธีลดความอ้วนด้วยตัวเองที่ง่ายและได้ผลจริง
  2. ชะลอวัย “บ๊ายบาย ริ้วรอย และอาการเสื่อม”
    ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดปัญหาร่างกายเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร รวมถึงกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและช่วยในการขับถ่าย ทำให้ผิวสวยหน้าใสปิ๊ง
  3. ไกลมะเร็ง “เริ่มต้นป้องกันภัย ห่างไกลโรคร้าย” อาหารคลีนถือเป็นอาหารต้านมะเร็งชั้นเยี่ยม เพราะช่วยเพิ่มกากใยอาหาร เพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ ลดสารก่อมะเร็งต่างๆ ลดโอกาสเกิดโรคมะเร็งลำไส้  แต่ถ้ากังวลเพราะมีความเสี่ยง มีกรรมพันธุ์หรือกังวลกับโรคมะเร็งจนรู้สึกว่าควรมีประกันไว้ แต่ก็คิดว่าตัวเองก็ใส่ใจสุขภาพแข็งแรงแน่นอน ลองมองหาประกันโรคมะเร็งที่จ่ายน้อยให้ผลประโยชน์สูง

ส่งท้าย..จำไว้ว่าการกินคลีนหรือเมนูอาหารลดน้ำหนักที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นอาหารที่ราคาแพง สุดหรู แต่เน้นเรื่องความสด สะอาด และคุณค่าจากสารอาหารที่ผ่านการปรุงแต่งแต่น้อยเป็นหัวใจสำคัญ

การกินอาหารคลีนนั้น เราสามารถเลือกอาหารที่เราชอบมากินได้หมด และยังดัดแปลงให้เก๋ไก๋สั่งได้ตามใจเรา กินให้มีความสุขจะดีกว่ากินแบบความรู้สึกที่โดนบังคับ คิดซะว่าอย่างน้อยการกินอาหารเพื่อสุขภาพก็เป็นการกินอาหารให้เป็นยา ดีกว่ากินยาให้เป็นอาหารนะ จริงมั้ย

อาหารบำรุงสมอง รักษาอัลไซเมอร์ ชัวร์หรือมั่วนิ่ม ?

อาหารและสมุนไพรหลากหลายชนิดที่เชื่อกันว่าสามารถช่วยบำรุงสมอง ป้องกันและรักษาโรคอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อมชนิดอื่น ๆ โดยเฉพาะแปะก๊วย น้ำมันปลา และน้ำมันมะพร้าวที่มีการกล่าวถึงคุณประโยชน์ เป็นอาหารบำรุงสมอง ความคิด ความทรงจำอย่างแพร่หลาย แต่รู้หรือไม่ว่าข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ในทุกวันนี้พูดถึงการรักษาทางเลือกเหล่านี้ว่าอย่างไรบ้าง

อัลไซเมอร์เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะสมองเสื่อม ส่งผลกระทบด้านความคิด ความทรงจำ และการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วยอย่างร้ายแรง ปัจจุบันพบว่ามีผู้สูงอายุป่วยด้วยโรคนี้เป็นจำนวนมาก โดยคาดว่าในปี 2573 สถิติผู้ป่วยในไทยจะพุ่งขึ้นสูงถึง 1,117,000 คน ทว่าก็ยังไม่พบแนวทางการรักษาทางการแพทย์ที่จะช่วยให้หายได้ จึงเกิดการตื่นตัวและมีการอ้างถึงการป้องกันและการรักษาทางเลือกโดยใช้สมุนไพรหรืออาหารต่าง ๆ ขึ้นมาจำนวนมาก

แปะก๊วย พืชสมุนไพรยอดนิยมที่กล่าวกันว่ามีสรรพคุณช่วยบำรุงความจำ เสริมสร้างการทำงานของสมอง ป้องกันและชะลออาการของโรคอัลไซเมอร์รวมถึงภาวะสมองเสื่อมทั้งหลาย โดยเชื่อกันว่าแปะก๊วยมีคุณสมบัติต้านการอักเสบและมีสารต้านอนุมูลอิสระที่จะป้องกันไม่ให้เซลล์สมองถูกทำลาย ช่วยในการทำงานของสารสื่อประสาท รวมทั้งป้องกันการสะสมของอะไมลอยด์ (Amyloid) สารโปรตีนชนิดหนึ่งที่เชื่อว่าอาจไปสร้างความเสียหายต่อเซลล์สมองและเป็นสาเหตุให้เกิดโรคอัลไซเมอร์

อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยขนาดใหญ่ที่ศึกษาเปรียบเทียบระหว่างการใช้ยาหลอกกับแปะก๊วยในกลุ่มผู้สูงอายุที่ยังมีการทำงานของสมองเป็นปกติและกลุ่มที่พบความผิดปกติในการทำงานของสมองเล็กน้อย โดยใช้อาสาสมัครทั้งหมด 3,069 คน อายุตั้งแต่ 72-96 ปี ทดลองรับประทานสารสกัดจากแปะก๊วยเป็นประจำทุกวัน วันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 120 มิลลิกรัม ผลการศึกษาพบว่าแปะก๊วยไม่สามารถช่วยลดการเกิดโรคอัลไซเมอร์หรือภาวะสมองเสื่อมแต่อย่างใด ซึ่งสอดคล้องกับอีกงานวิจัยหนึ่งที่ทดลองเกี่ยวกับประสิทธิภาพและความปลอดภัยจากการบริโภคแปะก๊วยเพื่อชะลอการเสื่อมถอยของความทรงจำในผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม โดยแม้จะพบว่าแปะก๊วยมีความปลอดภัยในการใช้ แต่ด้านประสิทธิภาพในการใช้นั้นไม่ดีนักและไม่อาจเชื่อถือได้

การรับประทานแปะก๊วยนั้นถือว่ามีความปลอดภัยกับผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง แต่จะต้องรับประทานในปริมาณที่พอดี เป็นเวลาติดต่อกันไม่เกิน 6 เดือน แต่อย่างไรก็ดี การรับประทานแปะก๊วยไม่ได้ปลอดภัยสำหรับทุกคน ผู้ที่ต้องการลองรับประทานมีข้อควรระวังดังต่อไปนี้

  • แปะก๊วยอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงให้มีอาการปวดศีรษะ อาหารไม่ย่อย หรือเกิดอาการแพ้ที่ผิวหนัง และในผู้สูงอายุจะเสี่ยงต่อการมีเลือดออกได้
  • หญิงตั้งครรภ์ควรระมัดระวังในการใช้ เพราะอาจทำให้เสี่ยงต่อการตกเลือดยิ่งขึ้น เช่นเดียวกันกับหญิงที่ต้องให้นมบุตร เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานยืนยันถึงความปลอดภัยต่อทารกในครรภ์
  • แปะก๊วยอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการมีเลือดออก ควรหลีกเลี่ยงการใช้กับผู้ที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับการออกของเลือด หรือผู้ที่กำลังใช้ยาที่จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการมีเลือดออก เช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด
  • การรับประทานสด ๆ หรือปรุงโดยการคั่วเมล็ดอาจมีพิษและอาจเกิดผลข้างเคียงร้ายแรงได้

น้ำมันมะพร้าว อาหารอีกประเภทที่มีการกล่าวถึงประโยชน์ในการรักษาโรคอัลไซเมอร์ ที่มาของความเชื่อนี้เกิดจากการทดลองเกี่ยวกับอาหารทางการแพทย์ชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดสารคีสโตนในร่างกาย พบว่าอาสาสมัครที่รับประทานสามารถทำแบบทดสอบความทรงจำได้ดีขึ้น โดยคาดว่าสารนี้อาจช่วยให้การทำงานของสมองดีขึ้นจากภาวะที่เซลล์สมองของผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะสูญเสียความสามารถในการใช้พลังงานจากกลูโคส และด้วยความที่น้ำมันมะพร้าวนั้นเป็นอุดมด้วยกรดคาไพรลิก (Caprylic acid) กรดไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์สายยาวปานกลางที่จะแตกตัวออกเป็นสารคีโตนเมื่อเข้าสู่ร่างกาย จึงถูกนำมาอนุมานว่าจะสามารถช่วยรักษาอัลไซเมอร์ได้เช่นกัน ในราคาที่ไม่แพงและหาซื้อได้ง่ายกว่า

ทั้งนี้ ข้อสรุปดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้ยืนยันได้ว่าน้ำมันมะพร้าวจะช่วยป้องกันหรือชะลออาการของโรคอัลไซเมอร์ และปัจจุบันยังไม่ปรากฏผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์ใด ๆ เกี่ยวกับการใช้น้ำมันมะพร้าวช่วยรักษาผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ มีเพียงรายงานจำนวนเล็กน้อยที่อ้างว่าการเพิ่มน้ำมันมะพร้าวลงในอาหารของผู้ป่วยโรคนี้ช่วยให้อาการดีขึ้น เช่น การศึกษารายกรณีของแพทย์หญิงคนหนึ่งที่ผสมน้ำมันมะพร้าวลงในอาหารให้สามีที่ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์รับประทาน แล้วพบว่าอาการดีขึ้นและสามารถวาดรูปนาฬิกาได้ถูกต้องกว่าเดิม ซึ่งถือเป็นการทดลองเฉพาะบุคคลที่ยังไม่น่าเชื่อถือเพียงพอ

การได้รับน้ำมันมะพร้าวในปริมาณปกติที่พบได้จากอาหารที่รับประทานในแต่ละวันนั้นไม่น่าจะมีอันตรายใด ๆ แต่หากต้องการใช้โดยหวังคุณประโยชน์ด้านใด ๆ ก็ควรระมัดระวังในกรณีต่อไปนี้

  • น้ำมันมะพร้าวอาจปลอดภัยสำหรับหญิงมีครรภ์ หญิงที่ให้นมบุตร และเด็ก หากได้รับในปริมาณปกติที่พบได้จากอาหารที่รับประทานในแต่ละวัน แต่การรับประทานในปริมาณมากกว่าปกติยังไม่มีข้อยืนยันถึงความปลอดภัย ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงข้างต้นจึงไม่ควรรับประทานน้ำมันมะพร้าวเสริม
  • น้ำมันมะพร้าวอาจไปเพิ่มระดับไขมันชนิดไม่ดีในร่างกาย แต่ข้อนี้มีหลักฐานโต้แย้งที่ชี้ว่าแท้จริงแล้วระดับไขมันที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นไขมันชนิดดีที่ส่งผลต่อระดับไขมันเลวโดยรวมเพียงเล็กน้อยหรืออาจไม่มีผลเลย
  • ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าน้ำมันมะพร้าวสามารถทำปฏิกิริยาต่อยารักษาโรคอื่น ๆ หรือไม่ ผู้ใช้จึงควรแจ้งให้แพทย์ทราบทุกครั้งก่อนใช้ยาใด ๆ หากกำลังรับประทานน้ำมันมะพร้าว
  • การรับประทานยาไซเลียม (Psyllium) จะส่งผลให้ร่างกายลดการดูดซึมไขมันในน้ำมันมะพร้าวได้

น้ำมันปลา อาหารเสริมที่ประกอบด้วยกรดไขมันจำเป็นประเภทโอเมก้า 3 ปริมาณสูงชนิด DHA และ EPA ที่ปกติพบได้ในปลา เช่น แมคเคอเรล ทูน่า แซมอน และมีการกล่าวอ้างว่าสารเหล่านี้ที่มีอยู่ในน้ำมันปลาชนิดอาหารเสริมจะช่วยบำรุงสมอง ชะลอความจำเสื่อม และป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้

ด้านคุณประโยชน์ของกรดไขมันโอเมก้า 3 นี้ มีข้อสันนิษฐานว่าเนื่องจาก DHA เป็นส่วนประกอบสำคัญของเยื่อหุ้มเซลล์ประสาทในสมอง ประกอบกับทฤษฎีที่ว่ากรดไขมันโอเมก้า 3 อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม โรคหลอดเลือดและหัวใจ รวมทั้งช่วยส่งเสริมและปกป้องเซลล์ประสาท ส่วนหลักฐานจากการศึกษาวิจัยนั้นพบผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไป

งานวิจัยชิ้นหนึ่งศึกษาการใช้อาหารเสริม DHA ช่วยชะลอการเสื่อมถอยด้านการคิดและการทำงานของสมองในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ที่มีอาการในระยะเริ่มต้นจนถึงระยะกลาง โดยให้รับประทานอาหารเสริมที่มี DHA วันละ 2 กรัม นาน 18 เดือน ผลปรากฏว่าเมื่อเทียบกับอีกกลุ่มที่รับประทานยาหลอกแล้ว อาหารเสริม DHA ไม่ได้มีส่วนช่วยชะลออาการของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ในระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง

ทว่าในงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งมีการทดสอบประสิทธิภาพของการใช้ DHA เพื่อบำรุงการทำงานของสมองในผู้สูงอายุที่มีอาการเสื่อมถอยของสมอง ด้วยการให้รับประทาน DHA 900 มิลลิกรัมทุกวัน เป็นเวลา 24 สัปดาห์ ผลลัพธ์พบว่ากลุ่มที่ได้รับ DHA มีการเรียนรู้และความทรงจำที่ดีขึ้น และมีประโยชน์ในการส่งเสริมสุขภาพการทำงานของสมองในผู้สูงอายุ

ทั้งนี้ ด้วยผลลัพธ์ที่ไม่สอดคล้องกันของงานวิจัยทั้ง 2 ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายจึงเห็นพ้องกันว่าจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไปในอนาคต ขณะที่ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานเพียงพอจะยืนยันคุณสมบัติในการรักษาและป้องกันโรคอัลไซเมอร์ของ DHA หรือกรดไขมันโอเมก้า 3 ชนิดอื่น ๆ ได้ จึงยังไม่มีการแนะนำให้ใช้

อย่างไรก็ตาม หากเลือกรับประทานน้ำมันปลาในรูปแบบอาหารเสริมควรต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในการใช้ดังนี้

  • ไม่ควรรับประทานเกินกว่าวันละ 3 กรัม เพราะจะเสี่ยงต่อการมีเลือดออก หากต้องการรับประทานในปริมาณที่มากกว่าปกติควรปรึกษาแพทย์เป็นอันดับแรก เพื่อให้ทราบคำแนะนำในการใช้ที่เหมาะสมและปลอดภัย
  • น้ำมันปลาอาจมีผลข้างเคียงทำให้ท้องอืด อาหารไม่ย่อย คลื่นไส้ หรือท้องเสียได้
  • น้ำมันปลามีกลิ่นคาวรุนแรง จึงอาจทำให้มีกลิ่นคาวปลาในปากหรือลมหายใจมีกลิ่นคาวหลังการรับประทานได้
  • ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าการบริโภคน้ำมันปลาที่เป็นอาหารเสริมจะปลอดภัยต่อผู้ที่แพ้ปลาหรือสัตว์น้ำที่มีเปลือกหรือไม่
  • อาหารเสริมโอเมก้า 3 อาจทำให้เลือดหยุดไหลยาก ผู้ที่ใช้ยาที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาแก้อักเสบกลุ่มเอนเสด (NSAIDs) ควรปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจใช้
  • ยังไม่มีข้อสรุปว่ากรดไขมันโอเมก้า 3 ที่พบในอาหารทะเลและน้ำมันปลาจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากหรือไม่ ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

ความปลอดภัยในการใช้การรักษาทางเลือก

ในปัจจุบันยังไม่มีการพิสูจน์ที่ยืนยันว่าสมุนไพร อาหาร หรืออาหารเสริมใด ๆ จะช่วยป้องกันหรือรักษาโรคอัลไซเมอร์ได้อย่างปลอดภัยและได้ผล และการรักษาทางการแพทย์เองก็ไม่มีการแนะนำให้ใช้ ผู้ที่ต้องการลองใช้เป็นทางเลือกควรพูดคุยปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง เพราะสมุนไพรหรืออาหารเสริมบางชนิดอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงตามมา มีปฏิกิริยากับยารักษาโรคชนิดอื่น หรือกระทบต่อโรคหรือภาวะใด ๆ ที่เป็นอยู่ได้

สำหรับผู้ที่คิดว่าตัวเองมีปัญหาเกี่ยวกับความทรงจำหรือคาดว่าจะเกิดภาวะสมองเสื่อม ทางที่ดีที่สุดก็คือการไปพบแพทย์ เช่นเดียวกันหากสงสัยว่าบุคคลใกล้ชิดอาจป่วยด้วยโรคนี้ก็ควรสนับสนุนให้ไปตรวจรักษา และควรมีคนไปเป็นเพื่อนด้วย

ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ที่ปัญหาด้านความทรงจำที่เผชิญนั้นอาจไม่ได้มีสาเหตุมาจากภาวะสมองเสื่อม แต่อาจเป็นผลมาจากความเครียด ภาวะซึมเศร้า การใช้ยารักษาโรคบางชนิด หรือเกิดจากโรคอื่น ๆ ก็ได้ ซึ่งการไปพบแพทย์จะช่วยให้สามารถวินิจฉัยสาเหตุและรับการรักษาได้อย่างถูกต้องและแม่นยำมากที่สุด

การรักษาทางการแพทย์ของโรคอัลไซเมอร์

การรักษาโรคอัลไซเมอร์ด้วยวิธีทางการแพทย์แผนปัจจุบันยังคงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุด แม้จะทำได้เพียงการใช้ยารักษาและจัดการดูแลเพื่อช่วยบรรเทาอาการด้านความคิดและพฤติกรรม หรือชะลออาการของโรคลงได้บ้าง โดยแนวทางการรักษาโรคอัลไซเมอร์ที่ทำได้ มีดังนี้

  • การวางแผนให้การช่วยเหลือดูแลทั้งทางด้านสุขภาพและด้านสังคม เพื่อให้การรักษาที่ตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยมากที่สุด
  • การสร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อผู้ป่วย โดยควรปรับสภาพแวดล้อมให้อำนวยต่อการใช้ชีวิตของผู้ป่วย เช่น จัดระเบียบและการติดตั้งอุปกรณ์การช่วยเหลือตามบริเวณบ้าน รวมถึงการสร้างนิสัยให้ผู้ป่วยใช้การคิดหรือการจำน้อยที่สุด เช่น จดบันทึกสิ่งที่ต้องทำ เก็บของจำเป็นไว้ในที่เดียวกันเพื่อไม่ให้เกิดการหลงลืม
  • การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสุขภาพกายที่แข็งแรงและสุภาพใจที่แจ่มใส เช่น การเดิน การปั่นจักรยานอยู่กับที่ ทั้งนี้ควรมีผู้ดูแลคอยเฝ้าดูเพื่อความปลอดภัยและไม่เกิดการพลัดหลง
  • การรับประทานอาหาร คอยดูแลให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและดื่มน้ำอย่างเพียงพอ อาจหาเมนูเสริมเพื่อสุขภาพ เช่น น้ำปั่นผลไม้ผสมโยเกิร์ต และอาจเพิ่มโปรตีนเพื่อการบำรุงด้วยก็ได้
  • การใช้ยา เป็นการช่วยรักษาบางอาการและชะลอการพัฒนาของโรคได้ชั่วคราว ที่มักนำมาใช้คือกลุ่มยาโคลีนเอสเทอเรส (Cholinesterase Inhibitor) เช่น โดนีพีซิล (Donepezil) กาแลนตามีน (Galantamine) และไรวาสติกมีน (Rivastigmine) และบางครั้งก็อาจใช้ยาเมแมนทีน (Memantine) ร่วมรักษากับยากลุ่มนี้ด้วย

สุดยอดอาหารบำรุงสมอง

หมอเชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านคงเคยได้ยินกับคำพูดที่ว่า “You are what you eat” วันนี้หมอไบรท์ ขอหยิบเรื่องสุดยอดอาหารที่ว่ากันว่าเมื่อทานเข้าไปแล้วจะช่วยบำรุงสมอง ให้มีความจำดีค่ะ เพราะสมองของเราก็เป็นอวัยวะอีกชิ้นที่ทำงานหนักไม่แพ้กันเลย จะมีอะไรบ้างนั้นลองมาดูกันค่ะ

1. ปลา จริงอย่างที่เขาว่ากันว่ากินปลาแล้วจะฉลาด โดยเฉพาะปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาแฮริ่ง เป็นต้น ปลาพวกนี้เป็นอาหารที่ประโยชน์สูงสุดต่อสมองมาก แต่ถ้าหาปลาทะเลมารับประทานลำบาก หรือไม่มีเวลาเตรียมอาหารก็สามารถกินอาหารเสริมประเภทน้ำมันปลาแทนก็ได้ค่ะ

2. ผลไม้รสเปรี้ยวตระกูลเบอร์รี ได้แก่ บลูเบอรี่ สตรอว์เบอรี เชอรี จะช่วยเสริมสุขภาพสมอง ระบบหมุนเวียนเลือดไปเลี้ยงสมอง ช่วยลดความดันโลหิตที่สูงให้สมดุล มีวิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยเพิ่มความสามารถในการคิดและระดับไอคิวได้อีด้วย ทั้งยังป้องกันการสูญเสียความจำระยะสั้น ช่วยเพิ่มจำนวนเซลล์ประสาทในฮิปโปแคมปัสที่ทำหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงต่อความ ทรงจำ โดยเฉพาะบลูเบอร์รีสดดีต่อความจำระยะยาวมากที่สุด เหมาะแก่การรับประทานเป็นอาหารว่าง เพราะไม่ทำให้อ้วน และยังได้วิตามินซีเพิ่มอีกด้วย

3. ผักโขม ช่วยลดอาการความจำเสื่อมโดยเฉพาะในผู้หญิง มีการวิจัยพบว่าหญิงวัยกลางคนที่รับประทานผักโขมร่วมกับผักใบเขียวชนิดอื่นๆ เป็นประจำ ช่วยลดอาการความจำเสื่อมไปได้ถึง 2 ปี ผักโขมมีเอนไซม์ที่ดีต่อความแข็งแกร่งของปลายเซลล์ประสาท และเสริมความแข็งแรงตัวรับส่งข้อมูลระหว่างเซลล์ประสาท ทั้งยังมีกรดโฟลิกสูงที่ดีต่อการจำ ช่วยรักษาสมดุลของน้ำในร่างกาย นักประสาทวิทยาแนะนำให้กินผักโขมอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยเฉพาะผักโขมที่ปลูกแบบออร์แกนิก ไร้สารพิษตกค้าง

4. ไข่ เป็นที่รู้จักกันดีว่าช่วยพัฒนาระบบการทำงานของสมอง โดยล่าสุดนี้พบว่าสาร “โคลิน ” ในไข่ไก่จะทำหน้าที่สำคัญต่อการพัฒนาการทำงานของสมอง และความจำ โดยมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา ในสหรัฐอเมริกา ค้นพบว่าสมองของทารกที่มารดารับอาหารที่มีโคลินนั้นจะมีพื้นที่การจดจำและควาสามารถในการจำมากกว่า… ไข่ไก่สามารถให้พลังงานนานนับหลายชั่วโมง ไม่ทำให้หิวบ่อยๆ และไม่ต้องกลัวโคเลสเตอรอลสูงอีกด้วย

5. อาหารแบบเมดิเตอร์ริเนียน ที่เน้นน้ำมันมะกอก สุดยอดน้ำมันที่สกัดจากพืชโอเมก้า 3 ที่ดีต่อสมองในปริมาณสูง เป็นส่วนประกอบสำคัญ ส่วนผสมอื่นๆ ของอาหารปะเภทนี้จะเน้นผักและผลไม้ โดยเฉาะมะเขือเทศ ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีต่อสมองและลดอาการสมองเสื่อมได้ คนที่บริโภคแบบเมดิเตอร์ริเนียนนี้เป็นประจำจะช่วยลดอัตราการเป็นโรคความจำ เสื่อมหรือหลงลืมได้ถึง 40 เปอร์เซ็นต์

6. แครอท หากต้องการกระตุ้นให้สมองทำงานอย่างสดชื่นแบบเร่งด่วน ควรรับประทานผลไม้สด โดยเฉพาะแครอทสด โดยรับประทานอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง จะช่วยกระตุ้นให้มีความจำที่ดีได้

7.  พืชตะรกูลถั่ว อาทิ  ฮาเซลนัท อัลมอนด์ ถั่วลิสง แมคคาเมีย และวอลนัท ที่ถือได้ว่าเป็นราชาแห่งถั่ว ล้วนเป็นแหล่งรวมโปรตีน มีไฟเบอร์สูง และมีไขมันดีมาก เป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่ช่วยทำให้รู้สึกกระฉับกระเฉงขณะที่โปรตีนและไขมันช่วยให้ร่างกายสมดุล สงบ ผ่อนคลาย อีกทั้งยังมีวิตามินอีที่สำคัญต่อกระบวนการคิดและจำ

8. อาหารประเภทธัญพืช เช่น เมล็ดดอกทานตะวัน เมล็ดงา มีโปรตีนสูง มีไขมันดี และวิตามินเอสูง ขณะเดียวกันก็มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยเพิ่มสารอาหารกระตุ้นสมองอย่าง แมกนีเซียม ทำให้เลือดไปหล่อเลี้ยงสมองได้ดี เต็มไปด้วยเส้นใยอาหาร มีปริมาณโปรตีนที่เหมาะสม รวมทั้งยังมีโอเมก้าสูง และจะดีมากหากรับประทานเป็นอาหารเช้า เพื่อเพิ่มพลังในวันใหม่

9. แอปเปิ้ล การทานแอปเปิลวันละ 2-3 ลูก หรือการดื่มน้ำแอปเปิลวันละประมาณ 2 แก้ว มีส่วนช่วยเพิ่มการสร้างสื่อประสาทใบสมองที่มีชื่อว่า “ อะเซทิลโคลีน ”  ซึ่งเป็นตัวกำหนดความสามารถเรียนรู้ในการจำ และการเรียนรู้ และยังเพิ่มประสิทธิภาพความจำของสมองส่วนฮิปโปแคมปัส จึงช่วยชะลอภาวะสมองเสื่อมได้

10. ช็อกโกแลต รู้หรือไม่คะว่าช็อกโกแลตมีส่วนช่วยกระตุ้นสมอง มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยระบบหมุนเวียนเลือด และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองได้ ที่สำคัญช่วยพัฒนาความจำได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังที่ผลิตสารเอ็นดอร์ฟิน และเซโทโรนิน ที่เป็นสารแห่งความสุขในสมอง ทำให้อารมณ์ดี โดยพกแท่งเล็กๆไว้ในกระเป๋าไว้กินเวลาว่างเมื่อต้องการความสดชื่นจะช่วยผ่อน คลายสมอง

11. แปะก๊วย เป็นพืชสมุนไพรที่ใช้ในการรักษาโรคสมองเสื่อม โรคซึมเศร้า อาการหลงๆลืมๆจึงนิยมแนะนำให้ใช้เพื่อปรับปรุงระบบไหลเวียนโลหิตในสมอง เพราะเมื่อสมองขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง ย่อมเสื่อมสมรรถภาพและฝ่อไปในที่สุด ส่งผลต่อการกระทำงานและประสิทธิภาพของสมอง และยังมีการสกัดเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร  เพื่อบำรุงสมองอีกด้วย

เห็นหรือไม่คะว่าอาหารแต่ละอย่างที่พูดมาเป็นอะไรที่เราพบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน และหาได้ง่ายมากค่ะ เมื่อรู้แบบนี้แล้วลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานของตัวเองดู ค่อยๆ เริ่ม และปรับให้มากขึ้น เพียงเท่านี้คุณผู้อ่านก็จะมีสมองพร้อมกับสุขภาพที่แข็งแรงไม่แพ้ใครเลยค่ะ พบกันใหม่ฉบับหน้า สวัสดีค่ะ

อาหารสมอง…ต้องเลือกให้เป็น

สมองดี เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ เพราะสมองมีบทบาทต่อการทำงานของอวัยวะหรือระบบอื่น ๆ ด้วย เช่น ระบบประสาท การเคลื่อนไหวของแขน ขา ไปจนถึงการเดิน การทรงตัว และความจำ

            ปัจจุบันคนไทยมีความเสี่ยงในการเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทและสมองเพิ่มขึ้น เนื่องจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งการมีสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ดังเช่นหลาย ๆ ประเทศที่กำลังก้าวไปสู่สังคมผู้สูงอายุ ยิ่งเราอายุมากขึ้นก็ยิ่งมีความเสี่ยงต่อโรคระบบประสาทมากเช่นกัน โดยจากสถิติพบว่า ในประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองตีบ ซึ่งอยู่ในกลุ่มโรคระบบประสาทเฉลี่ย 4 นาทีต่อคน หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน ซึ่งโรคหลอดเลือดสมองตีบนี้เป็นสาเหตุอันดับ 2 ของโรคที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากทั่วโลกรองจากโรคมะเร็ง เช่นนี้แล้วจะทำอย่างไรจึงจะสามารถรักษาสมองให้คงประสิทธิภาพอยู่กับเราไปได้นานที่สุด การเลือกอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมองเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำได้ง่าย ๆ 

            คุณเอกสิทธิ์ จิตธรรม นักโภชนาการ-กำหนดอาหารวิชาชีพ โรงพยาบาลกรุงเทพ ได้ให้คำแนะนำว่า ในแต่ละวันหากเราเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมองบ้าง ก็จะช่วยเสริมสร้างการทำงานของเซลล์สมอง ป้องกันการเสื่อมเร็วกว่าเวลาที่ควรจะเป็น เหมือนกับการออกกำลังกาย หรือการเลือกรับประทานอาหารบำรุงส่วนอื่น ๆ เพราะสมองก็ต้องการการดูแลเพื่อให้ฟิตแอนด์เฟิร์มด้วยเช่นกัน

สารอาหารช่วยสมองฟิต

          คุณเอกสิทธิ์แนะนำว่า สารอาหารที่มีส่วนช่วยบำรุง สนับสนุนการทำงาน และชะลอความเสื่อมของสมอง ได้แก่ วิตามินชนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะวิตามินบี 1 บี 6 บี 12  วิตามินซี และวิตามินอี ซึ่งมีอยู่ในอาหารหลายประเภท ดังนี้

  • วิตามินบี 1 มีมากในอาหารจำพวกข้าวแข็ง ๆ ไข่แดง ปลา ถั่วเหลือง
  • วิตามินบี 6 แนะนำให้รับประทานไข่ เนื้อสัตว์ จมูกข้าว ข้าวโพด กล้วย
  • วิตามินบี 12 จะช่วยสนับสนุนการทำงานของกระแสประสาท ทำให้ความจำระยะสั้นดีขึ้น ลดความเสี่ยงการเป็นโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุราว 4 เท่า อาหารที่เหมาะสมประกอบด้วยไข่ เครื่องในสัตว์ นม เนื้อสัตว์อื่น ๆ ที่มีไขมันต่ำ
  • วิตามินซี มีส่วนช่วยต้านอนุมูลอิสระ พบในผลไม้จำพวกกีวี่ ฝรั่ง มะละกอ ผักคะน้า ผักกวางตุ้ง
  • วิตามินอี มีมากในผักคะน้า ผักโขม ถั่ว อัลมอนด์ น้ำมันรำข้าว ธาตุเหล็ก ซึ่งจะช่วยส่งออกซิเจนเลี้ยงสมอง

งดไขมัน คาร์โบไฮเดรต และไข่แดง – 3 NO ที่เข้าใจผิด!!!

            ยังมีความเข้าใจผิดในการเลือกรับประทานอาหารหลายประเภท เพราะคิดว่าอาหารเหล่านั้นส่งผลกระทบต่อร่างกายมากกว่าก่อให้เกิดประโยชน์ คุณเอกสิทธิ์กล่าวและเพิ่มเติมว่า โดยเฉพาะอาหารประเภทไขมัน คาร์โบไฮเดรต และไขแดง ซึ่งจริง ๆ แล้วอาหารทั้ง 3 ประเภทนี้มีความสำคัญมากกว่าส่งผลกระทบต่อร่างกาย หากได้รับในปริมาณที่เหมาะสม

           1) ไขมัน 

            ร่างกายคนเรายังต้องการไขมันและโครงสร้างสมองก็มีไขมันอยู่ถึง 60% การรับประทานอาหารที่เป็นแหล่งไขมันที่ดีจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นและสร้างความแข็งแรงให้เซลล์สมอง อาหารที่ให้โอเมก้า 3 สูง ประกอบด้วย ปลาทะเล เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาทู ปลาน้ำจืด เช่น ปลาดุก ปลาช่อน ปลาจะระเม็ด รวมถึงไข่แดง สาหร่ายทะเล เมล็ดเซีย เมล็ดฟักทอง งา น้ำมันมะกอก น้ำมันทานตะวัน อาหารเหล่านี้ล้วนมีส่วนประกอบของไขมันดีซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

            2) คาร์โบไฮเดรต 

            สาว ๆ ที่กลัวอ้วนมักต้องการลดแป้งเป็นอย่างแรก สิ่งที่นึกถึงคือ “คาร์โบไฮเดรต” แต่รู้หรือไม่ว่า สมองยังต้องใช้น้ำตาลกลูโคสจากคาร์โบไฮเดรตที่เรารับประทาน ดังนั้นถ้าจะงดเสียทุกอย่างคงไม่ได้ การที่ร่างกายได้รับคาร์โบไฮเดรตในรูปของน้ำตาลกลูโคสในปริมาณที่ไม่เพียงพออาจทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลง มีอาการหาวนอน เพลีย หน้ามืด ใจสั่น เพราะได้รับพลังงานไม่เพียงพอ  นอกจากนี้ก็ควรทานข้าวกล้อง เผือก มัน ข้าวโพด ธัญพืช ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานคุณภาพที่ร่างกายต้องการ

            3) ไข่แดง

            ไข่แดงเป็นอาหารอีกชนิดหนึ่งที่เราพบว่า หลายคนมักเลี่ยงที่จะรับประทาน คุณเอกสิทธิ์กล่าวว่า 
การทำงานของสมองต้องอาศัยโปรตีน วิตามิน และเกลือแร่ การรับประทานอาหารที่หลากหลายในสัดส่วนเหมาะสมและสมดุลเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ใช่เน้นอย่างใดอย่างหนี่งแล้วละเลยส่วนอื่น อาหารจากพืชและสัตว์จำพวกไข่แดง เครื่องในสัตว์ เช่น ตับและธัญพืช เช่น ถั่วเหลือง จมูกข้าวสาลี เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ เช่น ไก่ ปลา เป็นต้น เหล่านี้เป็นแหล่งอาหารสำคัญที่อุดมด้วยโคลีน ซึ่งมีความจำป็นต่อการทำงานของระบบประสาทและสมอง และอาหารประเภทนม ไข่ งา อัลมอนด์ และเมล็ดฟักทอง ยังมีส่วนช่วยในเรื่องความจำอีกด้วย

อาหารบำรุงสมองทานบ่อยแค่ไหน?

            ทั้งนี้ยังมีกรดอะมิโนบางประเภทที่ร่างกายสร้างขึ้นเองไม่ได้ แต่จำเป็นต่อสมอง เช่น ทริปโตเฟน พบได้ในเนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่ว กล้วย นมอุ่น ๆ และนมถั่วเหลือง ส่วนกลูตาเมท เป็นสารธรรมชาติ พบมากในโปรตีน เช่น ไก่ หมู ปลา ซึ่งถ้าเราได้รับในปริมาณที่ต่ำเกินไปจะส่งผลต่อการเรียนรู้และจดจำ แต่หากได้รับมากเกินไปก็อาจไปทำลายเซลล์ประสาทได้  
 

            “มีสารอาหารอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อการเสริมสร้างการทำงานของระบบประสาทและสมองที่เราไม่อาจละเลย ได้แก่ กลุ่มสารอาหารจำพวกกรดอะมิโนที่มีส่วนในการสร้างกาบา ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคอัลไซเมอร์ เช่น กลูตามีน ซึ่งเราได้จากการรับประทานอาหารประเภทข้าวกล้อง จมูกข้าว หรือธัญพืชอื่น ๆ เราควรรับประทานเฉลี่ย 4 – 5 ครั้งต่อสัปดาห์ ร่วมด้วยปลา ข้าวโอ๊ต กล้วย เป็นต้น” คุณเอกสิทธิ์ฝากทิ้งท้าย 
 

            เพราะใคร ๆ ก็ต้องการมีสมองที่ดีอยู่กับตนเองให้นานที่สุด การให้ความสำคัญกับอาหารสมอง ด้วยการเลือกอาหารที่เหมาะสม ร่วมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้เราก็จะมีสมองที่เปี่ยมประสิทธิภาพอยู่กับเราไปได้นาน ๆ 

อาหารบำรุงสมอง (ไม่ให้เสื่อมไว)

เป็นความรู้พื้นฐานที่ใครๆ ก็ทราบว่าการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ช่วยให้สุขภาพดีมีร่างกายแข็งแรง แต่เคยทราบกันหรือไม่ว่า “สมอง” ของเราก็ต้องการอาหารเช่นกัน

สมองคืออวัยวะที่ทำงานหนักตลอดเวลา

เป็นอวัยวะที่ต้องการเลือดและไขมันไปเลี้ยงสูง สมองก็ต้องการอาหารทั้ง 5 หมู่ เพื่อบำรุงให้สมองแข็งแรง หากต้องการให้สมองสดใส ห่างไกลโรคสมองเสื่อม สารอาหารหลายชนิดเปรียบเสมือนยาบำรุงสมองอย่างดี

จากงานวิจัยพบว่าสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant)

สามารถทำให้สมองทำงานได้ดีขึ้น สารต้านอนุมูลอิสระ คือสารประกอบซึ่งสามารถป้องกันและชะลอการเกิดกระบวนการออกซิเดชั่น ที่ไปทำลายเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย รวมถึงการอักเสบของสมองที่จะนำไปสู่โรคสมองเสื่อม สารต้านอนุมูลอิสระสามารถช่วยยับยั้งและลดการอักเสบได้ดี อาหารกลุ่มที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น ผลไม้ในตระกูลเบอร์รี่ กีวี และส้ม นอกจากนี้ยังมีมากในผักหลากสี ดาร์กช็อกโกแลต และขมิ้น ซึ่งสามารถช่วยป้องกันไม่ให้สมองเสื่อมไวอีกด้วย

นอกจากนี้สมองยังต้องการไขมันดีเพื่อใช้เป็นพลังงานและเสริมสร้างเซลล์สมอง ป้องกันอาการสมองเสื่อมไม่ให้เกิดขึ้นเร็วเกินไป กลุ่มไขมันที่ดี ได้แก่ โอเมก้า 3 จากปลาน้ำลึกทั้งหลาย อาทิ แซลมอน ช่วยป้องกันอัลไซเมอร์ และลดความเครียด นอกจากนี้ยังพบมากในน้ำมันมะกอก น้ำมันแฟลกซ์ (flaxseed oil) เป็นต้น

สำหรับคาร์โบไฮเดรต

ควรเลือกรับประทาน คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่ผ่านกระบวนการขัดสีน้อยที่สุด หรือธัญพืชเต็มเมล็ด ได้แก่ ข้าวกล้อง ข้าวกล้องงอก นอกจากให้พลังงานแล้ว ยังมีวิตามินบี ซึ่งช่วยบำรุงระบบประสาทได้เป็นอย่างดี อีกทั้งข้าวกล้องงอกยังมีสารกาบ้า ช่วยให้ผ่อนคลายได้ดีขึ้นอีกด้วย

โปรตีนก็มีความจำเป็นเช่นกัน

ควรเลือกรับประทานโปรตีนจากไข่ไก่ ซึ่งมีสารโคลีน (Choline) ช่วยในการทำงานของสมอง ในมื้อเช้า เนื่องจากเป็นเวลาเร่งรีบ จึงแนะนำเมนูจากไข่ต่าง ๆ เพราะนอกจากจะรวดเร็วและได้โปรตีนที่ดีจากไข่แดงแล้ว

ยังมี

สารโคลิน (Choline)

ที่ช่วยเพิ่มสมรรถนะการทำงานของสมองได้ดีมากขึ้น

การเลือกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ช่วยให้สมองสดใสและไม่เสื่อมไวเกินไป

5 อาหารต้านทาน ผิวคล้ำเสีย

เทศกาลสงกรานต์ก็ได้ผ่านพ้นไปแล้ว เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงสนุกกับการตากแดดเล่นน้ำกันจนลืมดูแลผิวซึ่งการที่จะฟื้นฟูสภาพผิวให้กลับมาดีเหมือนเดิมนั้น เพียงแค่ทาครีมอย่างเดียวคงไม่พอ เราต้องดูแลเรื่องอาหารการกิน เพื่อบำรุงจากภายในสู่ภายนอกด้วย วันนี้เฟสท์จึงจะมาแนะนำ อาหารเพื่อผิวสวย ที่มีส่วนช่วยในการฟื้นฟูผิวให้กลับมาดูสุขภาพดีอีกครั้งครับ

มะเขือเทศ – จัดเป็นอาหารผิวที่ดีอันดับต้นๆ เลยล่ะครับ เพราะมะเขือเทศมีสารไลโคปีน ที่ช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวีได้ และยังช่วยบำรุงฟื้นฟูผิวให้เปล่งปลั่งดูสุขภาพดีอีกด้วย มากไปกว่านั้น มะเขือเทศยังอุดมไปด้วยวิตามินซี ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยบำรุงผิวได้ดีมาก

สับปะรด – เนื่องจากมีสารบรอมิเลน ที่จะช่วยลดการอักเสบของผิวหนังได้เป็นอย่างดี และยังกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวเก่าออก สร้างเซลล์ผิวใหม่ที่กระจ่างใสขึ้นมาใหม่ มากไปกว่านั้นยังสามารถนำสับปะรดมาทำเป็นมาส์กหน้าเพื่อช่วยผัดเซลล์ผิวที่เสีย ออกไปได้อย่างอ่อนโยนอีกด้วย

แตงกวา – แตงกวาเป็นผักที่มีฤทธิ์เย็น มีความชุ่มน้ำมากถึงร้อยละ 96 เมื่อทานเข้าไปแล้วจะปรับสภาพร่างกายให้เย็นขึ้น และช่วยให้ความชุ่มชื้นกับทุกๆ เซลล์ในร่างกาย รวมไปถึงเซลล์ผิวด้วยครับ

เนื้อปลา – เป็นแหล่งรวมคอลลาเจน ซึ่งเป็นสารอาหารผิวขาดในช่วงที่ผิวไหม้แดด เพราะคอลลาเจนจะทำให้ผิวชุ่มชื้น และเปล่งประกายมากขึ้น มากไปกว่านั้นเนื้อปลายังมีวิตามินและแร่ธาตุหลากหลายชนิด เช่น วิตามินบี 1, บี 2 ที่ช่วยบำรุงผิวพรรณได้เป็นอย่างดี

นมถั่วเหลือง – ถือเป็นแหล่งวิตามินอีและโปรตีนชั้นดี ที่จะช่วยดูแลเนื้อเยื่อในร่างกายให้เป็นปกติ ทำให้ผิวที่ไหม้แดดหายเร็วยิ่งขึ้น ที่สำคัญยังช่วยปรับสีผิวให้ขาวขึ้น และมีผิวพรรณเปล่งปลั่งดูสุขภาพดีอีกด้วยครับ

5 อาหารผิวสวย สำหรับผู้หญิง 30+

สำหรับสาวทำงานออฟฟิศที่มีอายุเข้าเลขสามแล้ว จะสังเกตว่าผิวพรรณมักจะแห้ง มีริ้วรอยย่นๆ ไม่ว่าจะเป็นผิวหน้า ผิวกาย มือและเท้า รู้สึกว่าผิวไม่เด้ง ไม่ยืดหยุ่นเหมือนแต่ก่อน นี่เป็นสัญญาณบอกว่าผิวของคุณเริ่มโรยราไปตามกาลเวลาแล้วล่ะ ถ้าไม่อยากมีผิวเหี่ยวย่น ทำไงดี?

ไลฟ์สไตล์ไทยรัฐ รวบรวมอาหารผิวที่คุณผู้หญิง อายุ 30+ ควรหามารับประทานในแต่ละวัน เพื่อเสริมสร้างผิวให้แข็งแรงจากภายในสู่ภายนอก ฟื้นฟูบำรุงผิวให้กลับมานุ่ม เด้ง ยืดหยุ่น เปล่งปลั่งดูมีออร่าเหมือนย้อนวัยไปเป็นสาวแรกรุ่น

1. มะเขือเทศ หรือ น้ำมะเขือเทศ

สาวๆ คะ คุณควรหันมาดื่มน้ำมะเขือเทศสดให้ได้อย่างน้อยวันละ 1 แก้ว เพราะเป็นแหล่งรวมอาหารผิวชั้นดี ไม่ว่าจะเป็นวิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามินซี วิตามินเอ วิตามินเค และสารไลโคปีน

โดยเฉพาะสารไลโคปีนในมะเขือเทศ มีประโยชน์มากในเรื่องการบำรุงผิว มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง ชะลอความแก่ ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส ทำให้ผิวดูสว่างใสขึ้นได้ด้วย

แต่ทั้งนี้ก็ไม่ควรดื่มมากเกินวันละ 2 แก้ว เพราะอาจเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วได้ ส่วนใครที่ไม่สามารถดื่มน้ำมะเขือเทศได้จริงๆ ก็ให้หันมารับประทานมะเขือเทศสุกที่อยู่ในกับข้าวมื้อต่างๆ ให้มากขึ้นก็ได้

2. น้ำมะพร้าว

น้ำมะพร้าวสดๆ อุดมด้วยไปแร่ธาตุมากมายจากธรรมชาติ เช่น โพแทสเซียม เหล็ก โซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส ทองแดง กรดอะมิโน กรดอินทรีย์ วิตามินบี แถมยังมีน้ำตาลกลูโคสที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ภายใน 5 นาที 

น้ำมะพร้าวยังมีจุดเด่นในเรื่องการบำรุงผิว ช่วยให้ผิวพรรณสดใส เปล่งปลั่ง ช่วยให้ผิวสว่างกระจ่างใสจากภายในสู่ภายนอกได้จริง เพราะในน้ำมะพร้าวมีฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ที่จะทำให้ผิวกระชับ ยืดหยุ่น ชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย แถมยังช่วยขับสารพิษออกจากร่างกายพังๆ ของสาววัย 30+ อย่างเราด้วยแหละเธอ!


3. โยเกิร์ตรสธรรมชาติ

โยเกิร์ต เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมสดที่มีโปรตีนสูง มีส่วนช่วยบำรุงผิวพรรณให้แข็งแรง ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในร่างกาย มีจุลินทรีย์ที่มีชีวิตที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง

ในโยเกิร์ตอุดมไปด้วยวิตามินบี2 วิตามินบี5 วิตามินบี12 แคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ไอโอดีน สังกะสี ฯลฯ ช่วยบำรุงเซลล์ผิวให้สมบูรณ์ ส่งผลมายังผิวพรรณภายนอกที่สดใส เปล่งปลั่ง ตึงกระชับ 

4. ชาเขียว

มีผลงานการวิจัยว่า ชาเขียว ถือเป็นอาหารบำรุงผิวชั้นยอดที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ชาเขียวมีสาร epigallocatechin gallate (EGCG) โดยมีความเข้มข้นของสาร EGCG ร้อยละ 60 มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระเป็นจำนวนมาก ซึ่งตัวนี้ก็จะมีฤทธิ์ชะลอความแก่ชรา และคงความอ่อนเยาว์ได้ 

อีกอย่างคือ การดื่มชาเขียวเป็นประจำจะช่วยขับสารพิษในร่างกาย ลดการอักเสบของผิวที่เกิดจากสิว ปรับสมดุลฮอร์โมนร่างกายในผู้หญิง แถมยังช่วยบรรเทาและป้องกันความเสียหายของผิวพรรณจากแสงแดด ป้องกันความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย นั่นก็รวมถึงเซลล์ผิวหนังด้วย พอเซลล์ผิวเสื่อมช้าลง ผิวพรรณที่อ่อนเยาว์ก็จะอยู่กับสาวๆ ได้นานยิ่งขึ้น

5. สาหร่ายทะเล

สาหร่ายทะเลประกอบด้วยวิตามิน แคลเซียม และไอโอดีนที่เข้มข้น มีคุณสมบัติการต่อต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติ ช่วยฟื้นฟูสภาพผิวและเส้นผมให้แข็งแรงอยู่เสมอ

มีงานวิจัยค้นพบว่า สารต้านอนุมูลอิสระเข้มข้นที่พบในสาหร่ายทะเลบางชนิด สามารถช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากอนุมูลอิสระ และฟื้นฟูผิวให้มีสุขภาพดี ลดสัญญาณการแก่ตัวของผิว เช่น รอยเหี่ยวย่นและริ้วรอยบางๆ ได้เป็นอย่างดี 
 
รู้อย่างนี้แล้ว ไปหาซื้ออาหารทั้ง 5 ชนิดนี้มาติดบ้านไว้กันเถอะค่ะสาวๆ เพื่อบำรุงผิวพรรณให้ต้องกลับมานุ่มเนียน เปล่งปลั่ง มีออร่า สวยเด้งย้อนวัยไปได้หลายปีเลยจ้า.

Wordpress Social Share Plugin powered by Ultimatelysocial